RSS

Painting

 

ART OF LIFE & LIFE OF ART

อุปกรณ์วาดภาพ ขาว ดำ       ภาพถ่ายต้นฉบับ         ลงแสง เงาของภาพ

        อัลเบริต์ ไอนสไตน์ กล่าวว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้…….นั่น น่ะซิ หลายท่านบอก เคยได้ยินมาแล้ว เอามาพูดทำไมมากมาย ก็อีกนั่นแหละลองนึกดูดีๆซิครับว่าปัจจุบันเราส่งเสริมเยาวชนให้มีจินตนาการหรือความรู้มากกว่ากัน

                พอพูดเรื่อง ศิลปะ เหมือนกับมาพูดเรื่องเงินๆทองๆนั่นแหละ ที่ แสลงหูและบาดใจคนในสังคมยุคเกษตรกรรมที่เงินสดในมือหายากซะเต็มที  ก็ในเมื่อเงินในปัจจุบันหายาก แล้วยังต้องประหยัดรัดติ้วสุดตัวแล้ว คงไม่พูดถึงงานศิลปะ ที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบชีวิต หลายๆท่าพอได้ยินคำว่า ศิลปะ ก็ตั้งการ์ดไว้ก่อนเลย ….แพงบ้างล่ะ…..ไม่รู้เรื่องบ้าง….อะไรของมัน น่ะ แค่ ขีดๆเขียนๆ แพงหูฉี่….มันสำคัญตรงไหนเหรอ  นั่งเสียเวลาดูงานศิลปะหรือซื้องานศิลปะมันจะนิพานหรือป่ะ….

   001DSCF0038

คำตอบอาจจะไม่เหมือนกันในทุกๆคนที่สร้างงานศิลปะ แต่ส่วนสำคัญคือ ธรรมชาติมนุษย์ที่จะสามารถปลดปล่อยพลังที่สร้างสรรค์ ปลดปล่อยศักยภาพและจินตนาการ ของตนเองได้อย่างเต็มที่ตามกำลังทักษะความสามารถที่ตนเองมีอยู่ สามารถสเก็ตออกมาเป็นภาพต้นแบบทันทีตามความคิดและสามารถทำออกมาได้ตามอย่างที่จินตนาการได้แค่ดินสอกับกระดาษที่อยู่ใกล้มือโดยไม่ต้องวิ่งเข้าหาคอมพิวเตอร์

                ลองนึกดูเล่นๆก็ได้ครับว่า ถ้า มนุษย์เราสามารถนึกคิดได้ทุกอย่างแล้ว แต่ไม่สามารถเล่าเรื่องได้ ไม่สามารถแสดงออกทางความคิดของตนเองผ่านทางภาพเขียนได้แล้ว มันทรมานแค่ไหน(ตอนเด็กๆไงครับที่ทุกคนพยายามวาดภาพนั่นแหละ….ฮิตที่สุดทุกยุคทุกสมัย ก็ภาพบ้านกับครอบครัวที่มีพระอาทิตย์มีหนาม มีต้นไม้ 1 ต้นกับภูเขาหัวโล้นอีก 2 ลูกและอีกาอีก 2 ตัวเป็นอย่างต่ำ) ในที่สุดหลังจากใช้กำลังภายในก็แล้ว วาดอะไรให้ใครดูก็แล้ว ..ไม่มีใครดูรู้เรื่องสักคน (วาดคนดันบอกว่าตู้เย็น…เฮ้อ) บุคคลเหล่านั้นก็ปล่อยให้ความสามารถในการใช้จินตนาการนี้หดหายไป(เนื่องจากความ…ต๊อแต๊) หรือบางคนเป็นอัมพาตไปจนแก่เลย(ลูกให้วาดรูปคนให้..ดันไปเหมือน มนุษย์ต่างดาวซะนิ) เรียกว่าเป็นอัมพาตทางการแสดงออกงานศิลป์(ท้อกันกันหมดเลยทั้งพ่อทั้งลูก ได้แต่นั่งมองตากันปริบๆ) เมื่อท้อไม่อยากพบอยากเจอกับงานหินอีกต่อไป สมองก็จะหยุดการพัฒนาความสามารถทางด้านนี้อย่างยาวนาน(เพราะขี้เกียจเหมือนกัน)

ผลงานที่ใส่กรอบแล้ว    ภาพแบบ   

 

แต่ถ้าเราฝึกฝนทางด้านนี้อยู่บ่อยๆแล้ว  ก็จะสามารถใช้จินตนาการได้อย่างคล่องแคล่วและเชี่ยวชาญ สามารถที่จะปลดปล่อยความคิดและจินตนาการมาได้อย่างเต็มที่สะดวกสบาย ไม่มีอะไรที่ค้างคาในหัวสมองอันอวบอิ่มของเรา แล้วเราจะสามารถพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาได้อย่างสมบรูณ์แบบไปอย่างพร้อมๆกัน

                เชื่อไหม๊ครับว่าปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใช้สมองซีกซ้ายซะส่วนมาก ส่วนซีกขวาแถบจะไม่ได้ใช้เลยหรือใช้เพียงแค่ 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นส่วนอีก 85 เปอร์เซ็นต์ปล่อยไว้เฉยๆ ความสามารถของ สมองซีกซ้าย คือ การพูด อ่าน เขียน คำนวณ คิดวิเคราะห์ในสิ่งที่ตามองเห็นและความรู้ที่รับรู้มา  ใช้เหตุผล เรียนรู้ด้านรูปธรรม  ส่วนสมองซีกขวานั้น จะได้แก่การควบคุมกระบวนการด้านศิลปะ การรับรู้และเรียนรู้ด้านนามธรรม การรับรู้กระบวนการเห็นด้วยการสังเคราะห์ การใช้สัญชาตญาณ การจดจำของที่ตั้งและขนาดของมิติที่ซับซ้อน จินตนาการ  สติ สมาธิ (บางคนไม่ใช้สมองเลยทั้งซ้ายและขวา)……..บางคนมีอารมณ์ขึ้นมาแทนที่จะใช้สมองคิด(สติ)กับใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสินแล้วก็บอกให้สมองสั่งการ….. สุดท้ายก็ติดกับดักความคิดตัวเองเพราะไม่มีสมาธิและสติ …. บางคนหนักกว่านั้น ใช้สมองตัวเองเป็นถังขยะ คือเก็บเอาแต่สิ่งร้ายๆ ประสบการณ์ที่ร้ายๆไว้ในสมองนั่นแหละ(บางทีฝากเก็บไว้กับคนรอบข้างด้วย) ใครเข้าใกล้ไม่ได้ เข้าใกล้มีแต่เรื่องชวนให้ปวดหัว  ………บางคนก็ในสมองมีแต่กลีบกุหลาบ สวยงามไปหมด(ยิ่งกว่านางเอกดาวพระศุกร์ซะอีก)ไม่สามารถแยกแยะ วิเคราะห์ สังเคราะห์ได้เลย ว่ากำลังโดนหลอกอยู่หรือไม่โดนหลอก งงไปหมด ทั้งก่อนโดนและหลังโดน(หลอก)พอรู้ตัวทีหลังก็ฟาดหัวฟาดหางกันยกใหญ่เลยทีนี้

                เสร็จแล้วโทษใครไม่ได้ก็โทษเศรษฐกิจซิครับ  วัตถุนิยมบ้างล่ะ   ทุนนิยมบ้างล่ะ… …..ทุนนิยมมันไม่ผิด อะไรก็ไม่ผิด ……..มันผิดที่ความโลภของคนตากหากล่ะ เพราะถ้าโลภไม่รู้จักพอ ไม่ประมาณตนเอง เมื่อไหร่ก็พินาศเมื่อนั้นแหละครับ    พี่น้องงงงงงง…..

 

ทักษะ!!!!!!!!

    01วัดราชบูรณะ พิษณุโลก      03ภาพต้นฉบับ      08เลนส์ขยายภาพเก็บรายละเอียด   
    11รายละเอียดที่ต้องเก็บ      10การเก็บรายละเอียด      14งานก๊อบปี้ที่เสร็จแล้ว2

      และแล้วก็เสร็จจนได้ กับงานก๊อบปี้ข้างพนังโบสถ์วัดราชบูรณะ …กว่าจะได้ทำ  กว่าจะเสร็จ เล่นเอาบิดแล้วบิดอีก(บิดขี้เกียจ เป็นโรคประจำตัวผม)ไปหลายสเต๊ป..ทั้งเทคนิคงาน การเก็บรายละเอียดของภาพที่ลายเส้นและความเก่า…ฮืมมมมม..พอเสร็จแล้วก็ หายเหนื่อยเลย กับผลงานที่ออกมา..ไม่ได้บ่นให้ฟังนะครับ   แต่เล่าสู่กันฟังเฉยๆ ว่าการเขียนภาพ กว่าจะออกมาสำเร็จมาแต่ละภาพ ต้องทุ่มเทและฝ่าฟันกับอุปสรรค(โดยเฉพาะ ความขี้เกียจ)..เพียงใด!!!..เหอๆๆๆ   
    
     แต่กว่าจะฝึกฝนมาจนวาดภาพได้นี่น่ะซิ ยากซ๊ะ ยิ่งกว่าตอนนี้เป็นไหนๆ ….ผมนึกถึงตอนเริ่มฝึกวาดภาพใหม่ๆ มีกระดานสเก๊ต ติดตัวตลอดเลย..เจออะไรก็วาด ฝึกสเก๊ต เหมือนบ้างไม่เหมือนบ้าง(ส่วนใหญ่ไม่เหมือน) เดินก้มหน้าก้มตา จนโดนล้อว่า หาเก็บเศษเหรียญ …มีอยู่ครั้งหนึ่งสวรรค์เข้าข้างผม..หึหึหึหึ.. ด้วยความที่เดินก้มหน้าของผมนี่แหละ ผมเจอกระเป๋าตังค์ตกอยู่ หลังจากพิจารณาแล้ว มองซ้าย ขวา ไม่มีใคร
เดินตามมา และที่สำคัญ ไม่มีใครเห็น ผมบรรจงเก็บมันขึ้นมาอย่างนุ่มนวล (ตอนนั้นมีตังค์ติดตัวอยู่ 5 บาท)…แล้วเปิดออกดู คุณพระช่วย!!! ในนั้นมีบัตรต่างๆอยู่มกมาย ที่สำคัญมันมีเงินอยู่ด้วยถึง 20 บาท ผมรีบเป็นพลเมืองดีทันที ด้วยการนำมันไปส่งให้กับตำรวจที่ป้อมยาม พร้อมกับบอกอีกว่าผมไม่ได้เอาเงินไปนะ …มันมีอยู่แค่นี้จริงๆ…ฮิฮิ  นี่แหละครับกับประสบการณ์ การเดินก้มหน้าของผม..เหอๆๆ..เข้าเรื่องกันต่อครับ …..
    
     พูดถึงประสบการณ์ในอดีตก็คงต้องเกี่ยวกับ  การฝึกทักษะ ฝีมือ..ทักษะนี่สำคัญจริงๆนะครับ เพราะความรู้นั้นสามารถลืมกันได้ โกหกกันได้ แหกตากันได้ในวงสนทนา  แต่ทักษะนั้นหลอกลวงกันไม่ได้ โกหกไม่ได้ เพราะฉะนั้นการฝึกทักษะต้องฝึกฝนและใช้ระยะเวลาบ่มเพาะอย่างยาวนานและต่อเนื่อง…ความรู้ยัง เอาคำพูดคน อื่นมาเป็นคำพูดตัวเอง ลอกกันไปลอกกันมาเรื่อยๆ  เวลาพูดคุยกันแค่พยักหน้าหงึกๆๆๆ  ก็เป็นอันว่ารับรู้และเข้าใจ ว่าข้าก็รู้นะเว้ย!!! ฉลาดไหม๊..เห็นมะ ฉลาดไหม๊… แต่ทักษะหลอกลวงกันไม่ได้ แกล้งทำเป็นทำได้..ไม่ได้     ต้องทำเป็นจริงๆ  ขืนทำไม่เป็นโดนจับได้ …อายเขาตาย  เขาจะพลอยไม่คบเอาด้วย….ทักษะนี่ไม่เฉพาะการวาดภาพนะครับ ผมหมายถึงสิ่งที่ท่านถนัดและทำอยู่ด้วย ทั้งทักษะและประสบการณ์ ในหลายๆด้าน ดนตรี กีฬา อาชีพ การค้า ฯลฯ สารพัด… ส่วนการใช้ประโยขน์ของทักษะไปในทางไหนนั้น ก็
แล้วแต่ที่คนๆนั้นจะเลือก อย่างช่างกุญแจที่เก่งที่สุดในโลก ก็เลือกเอาว่าจะเป็นจอมโจรที่สามารถไขเชพได้ทุกเชพในโลก หรือ ผู้คิดค้นระบบที่ไม่สามารถมีขโมยที่ไหนงัดได้ แล้วส่งออกขายไปทั่วโลก
    
     ทักษะความความ ความสามรถ ไม่จำเป็นต้องมานั่งแก๊กหน้าซีเรียสทำเป็นรู้ หรือพูดไปแบบไม่รับผิดชอบ นึกๆอะไรได้ก็พูดออกไป สรุปแล้วไม่รู้เรื่องทั้งคนพูดคนฟัง ต่างคนต่างแก๊กหน้าซีเรียสทำเป็นรู้(ทำไปด้ายยย…) แต่ทักษะความสามารถไม่จำเป็นต้องมานั่งพนักหน้าอย่างซีเรียส แก๊กท่าคิดหนักเหมือนกำลังไขปริศนาของดาวินชี อยู่ยังยังยังงั้น ความรู้เพียงอย่างเดียว ก็รู้เหมือนกัน เรียนหนังสือก็เล่มเดียวกัน ขยันก็ขยันเหมือนกัน อะไรเหมือนๆกัน แฟนก็เหมือนกัน..เพราะเป็นคนเดียวกัน(อ้าว!) แต่ถ้ามีทักษะฝีมือ ความสามารถ ความคิด การกระทำที่ดี เป็นต้นทุนอีก..ทีนี้ล่ะคุณเอ๋ย….
   
    เพราะฉะนั้นความรู้ คือ ออฟชั่นที่ติดตัวเท่านั้นเอง เพราะเมื่อคุณเรียนจบ หนังสือเล่มที่คุณเรียนก็เปลี่ยนใหม่แล้ว รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายใหม่ มีนักลงทุนใหม่ หลักการตลาดที่อุสาห์เรียนมาแทบตาย หายไปกับพร้อมๆกับตอนที่จบ เพราะโลกปัจจุบันนี้เร็วมาก  เพราะฉะนั้นเราต้องหาความรู้ที่เป็นออฟชั่นเสริมอยู่ตลอดเวลา เหมือนพกความมั่นใจติดตัวไปทุกๆวัน (อย่าดูทีวีช่องเดียว อ่านหนังสือเล่มเดียว แล้วจำฝังหัวไปจนวันตาย เพราะนั่นอันตรายมาก) ……เงินยังมีวันหาย  บ้านยังมีวันถูกยึด รถยังมีวันซ่อม บัตรเครดิตยังมัวันเต็มวงเงิน ….แต่ทักษะจะติดตัวของเราไปจนวันตาย เพราะถ้ายิ่งฝึกฝน ยิ่งเรียนรู้ ก็ยื่งเพิ่มความสามารถขึ้นไปอีก แถมยังถ่ายทอดให้กับทายาทรุ่นต่อๆไปได้อีก แตกแขนงไปเรื่อยๆจาก1ไป2 จาก2 ไป 4 ไม่มีวันจบสิ้นหรือตายไปพร้อมกับเรา
   
    ทีนี้พอเห็นภาพหรือยังครับว่าปัจจุบันเราส่งเสริมเยาวชนไปทางด้านไหน ด้านความรู้ที่เป็นออฟชั่นเสริม หรือทั้งความรู้และทักษะไปพร้อมๆกัน …ถ้าเป็นออฟชั่นเสริมอย่างเดียว ลองนึกภาพรถอีแต๋น ยกสูงใส่หลังคาแครี่บอย คาดเข็มขัดนิรภัย ใส่หมวกกันน๊อด วิ่งบนทางด่วน ฮืมมมม….ใครเป็นแบบนี้บ้าง ยกมือขึ้น …. อะ ล้อ เล่ง น่ะ ….มีแต่ความรู้แต่ไม่มีทักษะก็ไปไหนยากน่ะครับ  …ผมย้ำอีกทีนะครับ ว่าทักษะนั้นเป็นไปได้หลายอย่าง ทั้งทักษะความสามารถในการพูด การแสดง ดนตรี วาดภาพ งานบัญชี งานติดต่อประสานงาน งานเอกสาร  งานอิเลคทรอนิค กราฟฟิค ดีไซน์เนอร์ งานอาชีพด้านต่างๆของเรา ฯลฯ(ช่วยกันนึกๆดูครับ)…เอาไว้คราวหน้าจะหาเรื่องมาเล่าใหม่ครับ
   02ภายในโบรถ์      06พนังภาพต้นฉบับ      12ลงภาพรวมก่อนเก็บ      15ภาพในแสงสว่างเดียวกันกับต้นฉบับ
 

DREAM

 poster 05  poster 04  poster 06  poster 012  Poster 01  
 
        เมื่อคืนฝันไปว่าจัดทัวร์ให้กับลูกค้ากลุ่มหนึ่ง / มีชายหญิงคู่หนึ่งดูน่าสนใจมาก  /..ภาพของผมเดินตามข้างหลังสองคนนี้ที่กำลังเกี่ยวแขนกันเดินไปข้างหน้า / ฝ่ายหญิงชี้มือไปซ้ายที ขวาที แล้วอธิบายในสิ่งที่เห็น ..ราวกับเป็นกูรูที่รู้หมดทุกอย่าง อธิบายกระทั่ง ..ผู้คนรอบข้าง.. บรรยากาศ.. สิ่งแวดล้อม  / ละเอียดดีจริงๆ ละเอียดมากๆ / ที่แปลกคือ ฝ่ายชายพยักหน้าอย่างรับรู้ อย่างเข้าใจ แถมยังกระเซ้า เหย้าเหย่ หัวเราะเพียงสองคน / ช่างเป็นคู่ที่น่าอิจฉา ซ๊ะ เหลือเกิน  / เดินกันไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ ………ฝ่ายหญิงไม่มีทีท่าเหน็ดเหนือยในการอธิบายกับสิ่งที่พบเห็น..ตื่นเต้นตลอดเวลา ฝ่ายชายก็ตื่นเต้น ตามอย่างสนุกสนาน / ช่างเป็นคู่รักที่น่าอิจฉา (ผมคิดแบบนั้น ) ในขณะที่หลายๆ คู่ ที่สังเกตุแล้วค่อนข้างบ่งบอกการอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน /  นั้น คือ การใช้ชีวิต และโลกของตนเองอย่างอิสระ / ต่างคนต่างมีมุมมองในชีวิต ในสิ่งที่ตนเองเห็น มุมของตนเอง / ผู้หญิงคนนั้น ยังคงอธิบายอยู่..อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย / แขนสองข้างของหญิงคนนี้เกาะ แขนของชายคนรักไว้แน่น / …ในขณะเดียวกันผมมีสิ่งที่ต้องเตรียมอยู่ด้านหน้ากลุ่ม เลยต้องขอตัวแซงไปก่อน / ….ภาพที่ผมเห็นขณะเดินแซงไป คือ…..ผู้ชายคนนั้น…  ตาบอด ………
        
       ……ผมอึ้ง…!!!!/..ภาพอีกภาพปรากฎ ขึ้นมา / เป็นภาพของการเสียสละของทั้งคู่ ภาพแห่งการให้ของทั้งสองฝ่า / ฝ่ายหญิงพร้อมที่จะให้ความสุข ความสุนทรีย์ ที่ตัวเองได้พบเห็น มอบให้กับฝ่ายชาย ผ่านทางการอธิบาย อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อหน่าย / การโอบแขน ประคอง สัมผัสอย่างทนุถนอม เอาใจใส่ / ฝ่ายชายก็เสียสละ ในการมาเที่ยว…เที่ยวดู พระราชวัง ธรรมชาติ ผู้คน ในสิ่งที่ตนเองไม่สามารถมีโอกาสและไม่มีความหวังที่จะได้เห็นเลยในชีวิต นี้ / …ทั้งสอง เสียสละให้กันเพื่ออะไร.??.. /  ฝ่ายชายก็มีความสุข   เมื่อเห็นคนรักมีความสุข  / ฝ่ายหญิงก็มีความสุข เมื่อเห็น คนรัก รับรู้และเข้าใจ ในโลกที่เขาอยู่../ แต่ผมว่าสุดท้ายแล้ว โลกที่สวยงาม หรือ สถานที่สวยงามแห่งนั้น เป็นเพียงแค่ ฉากๆหนึ่งในชีวิตแห่งความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน ดูแลกัน …ของคนทั้งสองคนเท่านั้นเอง…ไม่มีสิ่งอื่นใดที่มนุษย์ จะต้องการไปมากกว่าการดูแลจิตใจของอีกฝ่ายให้สมบรูณ์ เปี่ยมรัก เปี่ยมสุข/
     
      ….เหมือนกับธรรมชาติของโลกใบนี้ …./ ความฝันของต้นไม้ใหญ่คือต้องการดิน น้ำ ปุ๋ย ที่อุดมสมบรูณ์และปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอ หาใช่เป็นเฟอร์นิเจอร์หลักแสนหลักล้านไม่ /….เหมือนมนุษย์!!!! ต้องการความรัก ความเข้าใจ การห่วงหาอาทร ดูแลจิตใจซึ่งกันและกัน มากกว่าคุณค่าของสิ่งของ เครื่องใช้ ชื่อเสียง เกียรติยศ หรือเงินทองที่พึงได้มาโดยมิชอบ..เพราะถ้ามนุษย์ตัวจิ๋วของโลกใบนี้หลงใหลได้ปลื้มกับวัตถุ สิ่งของเหล่านี้เมื่อไหร่…สุดท้ายคงไม่ต่างจากต้นไม้ที่อยากกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงหรูหรา ดูดี….แต่…ไม่มีชีวิต!!!!!
 

โลกใบเดียวกัน????

ป้าย 


????จริงเหรอที่มนุษย์โลกในทุกวันที่มีโลกใบเดียวกัน อยู่บนโลกใบเดียวกัน และบนโลกใบนี้ยังมีที่ว่างอีกมากมายให้คนได้ค้นหา สืบค้น ติดตาม???
  ….โลกของคนๆหนึ่งที่คุ้นเคย
กับโลกของคนอีกคนหนึ่งอาจต่างกันอย่างมากมาย?
      
….การสื่อสาร สื่อภาษา สื่อความคิดจึงรับรู้ได้ไม่เหมือนกัน?
           
….คิดต่างกัน  ทำต่างกัน ประสบการณ์แตกต่างกันไปในแต่ละที่ แต่ละเวลา?
     ….เรื่องๆเดียวกัน คิดเหมือนกัน หรือ คิดต่างกัน… ก็คงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ?
บางครั้งยังเผลอคิดไป …..ว่าเราเป็นมนุษย์โลกเดียวกันหรือเปล่า...ทำไมไม่พูดคุยกันเพื่อแสวงหาสิ่งที่ ถูกต้องและสมบรูณ์ที่สุด????
         ….คิดต่างกันไม่จำเป็นต้องทะเลาะกัน…เห็นต่างกัน..มันก็แค่มองคนละมุม คนละด้าน !!!!!
….จริงเหรอ ที่ว่าความคุ้นเคยหนึ่ง ณ.สถานที่แห่งหนึ่ง..เมื่อเปลี่ยนแปลงสถานที่ไปเปลี่ยนกลุ่มคนคุ้นเคยไป..
       ..จะกลายเป็นอีกความคิดและเป็นการกระทำใหม่ๆที่คนกลุ่มใหม่
   อาจยอมรับ       หรือไม่ยอมรับ??????
….ทั้งๆที่เราอาศัยอยู่บนโลก ใบสีน้ำเงินอมเขียวปี๋ ใบนี้เหมือนกัน  มีท้องฟ้าใบเดียวกัน  พื้นดินเดียวกัน.. แต่กับเอาความคิดของตนเป็นใหญ่?
      ….ถ้าธรรมชาติจะลงโทษ สั่งสอนกับมนุษย์ผู้หยิ่งผยอง ธรรมชาติก็คงไม่เลือกที่จะลงโทษใครหรือผู้ใด
….แต่จะสั่งสอนให้มนุษย์ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ทั้งกับ คนรอบข้าง หรือ  อยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง
        …. เท้าเปล่าที่สัมผัสกับพื้นทราย ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายใจ กับเท้าเปล่าที่สัมผัสกับ พื้นปูนที่แข็งกระด้าง ไร้ความรู้สึก มันแตกต่างกันอย่างมหาศาล
….ลอง เปิดใจ ของคุณเพื่อคนอื่นบ้าง ใช้ใจสัมผัสใจ  สัมผัสธรรมชาติ  เพื่อนมนุษย์.. แล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยนไป
 
card