RSS

Category Archives: ไม่มีหมวดหมู่

น้ำหนาว เราไม่หนาว

มื่อโลกยังหมุนรอบ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์หมุนรอบดาวโลกอีกชั้น
แสงจากดวงอาทิตย์ใช้เวลาเดินทางมาถึงโลกใบนี้ พร้อมกับการเกิดฤดูกาลให้ผันเปลี่ยน
อยู่ทุกช่วงเวลากับองศาของโลก ที่หมุนหลบแสง

เฮ้อ! อะไรจะขนาดน้านนนน…แค่ไปเที่ยวธรรมชาติ กับการเขียนรูป
เพ้อซะ….เป็นงานระดับธรรมชาติจักรวาลไปเลย….

แต่มันเป็นความทรงจำดีๆของผมจริงๆนะ
สำหรับผมแล้ว มันมหัศจรรย์พอๆกับค้นพบดาวดวงใหม่ในจักรวาลทีเดียวแหละ
เผลอๆมากกว่าด้วยซ้ำไป กับมนุษย์ตัวเล็กๆอย่างผม
กับการได้ไปเที่ยว ได้อยู่และสัมผัสกับกลิ่นอายของธรรมชาติ
โดยมีการตกแต่ง จัดระเบียบเพียงนิด ของมนุษย์แต่พองาม

เพราะบางที ธรรมชาติแบบเพียวๆ ก็ดูจะแรงไปนิด (กลัวอดกะลำบาก ^^!)
หรือที่มนุษย์ตกแต่งมากมายจนเกินงาม ก็ไร้แรงจูงใจเสียเหลือเกิน
พอๆกับต้นไม้พลาสติกกับของจริง ที่แตกต่างกับทั้งความรู้สึกและประโยชน์ที่ได้รับยังไงก็ต่างกัน
เอาเป็นว่าทริปนี้ พวกเราจัดแจงนัดหมายกันมาเพื่อทำภาระกิจทางใจของแต่ละคนกัน

หลายคนต่างเดินทางมาตามวิถีทางและความสะดวกของตนเอง โดยไม่สนโชคชะตาข้างหน้า
สำหรับผมสะดวกกับรถโดยสารมากกว่า เพราะทำอะไรก็ได้ …ยกเว้นขับรถแทนคนขับ
ใจอยากเตรียมอาหารไปแต่ก็ไม่ทันสักอย่างเพราะ ไปถึงสถานีขนส่งปุ๊ป มีรถเข้าปั๊ป
เลยจำต้องเดินทางทันที เดินทางไปอุทยานแห่งชาติ น้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์
ด้วยเป้ สี กระดาษ และที่สำคัญคือใจเต็มร้อย ที่พร้อมจะไปลุยกับอากาศที่เขาบอกว่าเย็นเจี๊ยบ
และภาระกิจที่อยู่ข้างหน้า ที่พอๆกับการไปกู้โลกให้รอดพ้นจากวายร้ายโจ๊กเกอร์

ซื้อตั๋วขึ้นนั่ง คนขายตั๋วบอกทันทีว่า” เดี๋ยวพี่จัดให้นั่งดีๆเลย”
ขึ้นไปได้นั่งกับน้องนักศึกษาที่แสนน่ารัก(เพราะได้ขนมแจกตั้งสองชุด)เสียอย่างเดียวไม่ยอมทักผม
(แล้วทำไมผมไม่ทักเธอก่อนเน๊อะ) แต่มีนกอยู่ตัวหนึ่งบินเข้ามาในรถจุดที่ผมนั่งอยู่ เหมือนมาทักทายแทน บินวนอยู่ สามรอบ….ฮืมมม
ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ไล่ออกไป (เหมือนจะจับกินเลยอ่ะ) พยายามเอาใจช่วยอยู่เหมือนกัน สุดท้ายก็บินรอดไปจนได้
ผมรีบจัดการเสก็ตซ์เหตุการณ์นี้ก่อน ที่จะเลือนหายไปทั้งคนนั่งรอด้านนอก และนกตัวนั้น
ที่ห่างกันเพียงกระจกกั้น ส่วนน้องที่นั่งข้างผม เธอยังระแวงไม่หายเลย แหะๆๆ…

และแล้วรถก็มาถึงที่น้ำหนาวด้วยเวลาสามชั่วโมงกว่า
แต่ใจของผมไปถึง(โดยไม่รู้จักที่)ตั้งแต่ก่อนขึ้นรถแล้ว
เข้าซื้อบัตรผ่าน แล้วเดินต่อเข้าไปอีกนิดหน่อยประมาณสองกม.กว่าๆ
มองเห็นป้ายทางช้างผ่าน  เราเลยต้องคอยระวังเจ้าหน้าที่เห็น แต่มานึกดูแล้วคงไม่เป็นไรหรอก…
…เพราะเราแค่ลูกหมู ไม่ถึงกับช้าง แต่ที่แน่ๆคือต้นไม้ ที่พยายามฟ้องว่า..

เพื่อนของพวกเขาต้องสละตัวเอง เพื่อสร้างทางให้เราเอารถและความสะดวกเข้ามา
เพื่อให้เผ่าพันธ์มนุษย์ได้เทียวพักผ่อนกันอย่างสำราญใจ พวกเขาต้องเสียสละอย่างจำยอม
แต่มนุษย์กับไม่คิดที่จะขอบคุณพวกเขาเลย ยังคงหาประโยชน์จากเขาออยู่ร่ำไป
อ่ะ..ขอบคุณคร้าบ

จนกระทั่งได้พบเจอกับเพื่อนๆ ในขณะที่นั่งรออยู่ใต้ต้นไม้
สายตาก็ดึงคอให้แหงนหน้าขึ้นมอง เห็นท่อนไม้ท่อนใหญ่วางอยู่บนหัวพอดี
อ๊ากกก…เสียงแตร  รถมาพอดี(ยังเสียวไม่หาย)
พวกเราวนหาที่ตั้งเต๊นท์จนได้ที่เหมาะเจาะ ปลอดผู้คน เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนกราบไหว้อยู่ตรงนั้น

สถานที่ริมน้ำที่ถ้าเป็นหน้าฝนคงไม่กล้านอน เกิดน้ำหลากมาเดียว สีจะหายเอา(คนด้วย)
พวกเราช่วยกันจนทั้งกางทั้งตั้งเต๊นท์เสร็จพิธี
สำหรับผมถูกแนะนำให้ไปนอนขวางต้นไม้ที่พวงมาลัยถูกใครก็ไม่รู้ไปแขวนไหว้ไว้
ตื่นเต้นดี ทั้งจอมปลวกที่อยู่กอไผ่และพวงมาลัยที่แขวนอยู่กับต้นไม้
มองๆดูแล้วเขาคงไม่ได้เหลือไว้จากการขายแน่ๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรต่อมากไปกว่านี้

คืนแรกผ่านไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
และอิ่มเอมกับอาหาร หมูกระทะที่เพื่อนๆเตรียมมา
กว่าจะแยกย้ายเข้าที่นอนกันก็เกือบเที่ยงคืน ด้วยอาการงอแงหลังอิ่ม
จากกุ้งที่พี่สมย่าง+ก่อไฟ น้องแอร์แกะกุ้ง ส่วนผมกินกะพล่าม..
พร้อมทำเสียงเสือคอยคำรามไว้กันช้างมากินน้ำทั้งคืน ครอกกกกกก….ฟี้ ZZzzz
ฮืมมม…มีชามะรุมด้วย ขับน้ำในร่างกายได้ดีชะมัด (ทั้งคืน)

05:15 เช้าวันที่ 23  ต้องรีบตื่นเตรียมเดินทางไปดูพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาอีกด้าน ด้วยรถหมายเลขทะเบียน 55 ของอุทยาน
อากาศเย็นชะมัดกับเพื่อนๆที่ไปดูด้วยกัน 11 คน ได้อุณหภูมิ 11 องศาพอดีกับจำนวนคน
เวลา 06.44 น.อาทิตย์ดวงจิ๋ว กำลังค่อยๆขยายตัว
ได้ทั้งรูปถ่ายและรูปเขียน ที่เสก็ตซ์ลงในสมุดเล่มเล็กไว้เรียบร้อย

กลับมาถึงที่เต๊นท์ รีบค้นหากระดานเสก็ตซ์ และอุปการณ์ต่างๆทันที เข้าไปหามุมที่ชอบ
เห็นเงาในน้ำสวยจับตา บางครั้งเงามันก็สวยกว่าของจริงนะ
แต่ยังไงมันก็คือเงาสะท้อนเท่านั้นเอง เมื่อหมดแสง ก็ไร้เงา แต่ของจริงจะยังคงอยู่

เล็งมุมที่ชอบไว้พร้อมสะกดเป็นภาพวาด
ก่อนที่จะวิ่งไปผ่านน้ำ ที่สมคำร่ำลือกับคำว่า “น้ำหนาว” จริงๆ (สะใจ)
ต่างคนที่ต่างวาด กับคุณนิด ตามความถนัด
จนลืมกาแฟ กับอาหารเช้า ที่คุณสิงห์ถือมา แบบงงๆ
ผมเลยถือโอกาส แย่งกินซะเลย ฮ่าๆๆๆ
ส่วนพี่สมแม่ครัวใหญ่ ก็จัดการเตรียมข้าวต้มกุ้งเป็นอาหารเช้าไว้
แค่กลิ่นที่โชยมาก็ชวนอร่อย ซะแล้ว…..

จนกระทั่งได้ภาพมาแบ่งกันชม ด้วยสีชอล์กและถ่านชาร์ลโคล(ขาวดำ)
กับลำแสงที่ผาดลำต้นของต้นไม้พยายามที่เอียงข้ามลำน้ำ ที่ค่อยๆไหลรินไปยังแรงดึงดูดของโลกจากด้านล่าง
ทำให้เห็นถึงระยะ ที่เราจะเพิ่มจะตัดได้ตามใจชอบ โดยไม่ต้องไปยุ่งหรือทำร้ายพวกเขา
ให้เป็นอย่างที่เราต้องการ เพราะเราตัดเขาออกในภาพเขียนนี้เเท่านั้นเอง

คุณสิงห์พาพวกเราเดินมาวาดกันที่กลุ่มต้นสน และหญ้าพันปี(มั๊ง)
เมื่อถึงที่ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปคนละมุมหลังจากที่ แนะนำบอกกล่าวกันให้รับทราบ
ถึงมุมที่ต้องวาดตามที่ตัวเองเห็น เพียงแต่ว่าให้หาพระเอกของภาพให้ได้ก็เท่านั้นเอง
ว่าเราจะใช้แสง ใช้ต้นไม้ต้นไหนที่เด่นกว่าเพื่อน
สำหรับผม แลือกใช้ต้นที่เอียงและประหลาดกว่าเป็นพระเอก ทั้งๆที่ชาวบ้านเขาตั้งกันตรงเด่
ทำให้ เห็นถึงความแตกต่าง มักเป็นจุดเด่นเสมอ
ซึ่งถึงแม้ว่าจะด้อยกว่า แต่ก็มีความสวยงามในตัวของมันเอง

คุณนิดกำลังหามุมอย่างขมักเขม้นและต่อสู้กับความกล้าของตัวเอง
ในขณะที่พี่สมวาดรูปสีน้ำอีกมุม แล้วปลดปล่อยตัวเองอย่าอิสระจากกรอบความกลัว
กับคุณแอร์ที่อ่านหนังสือตาลอย ไปถึงไหนก็ไม่รู้
และอีกคน คุณสิงห์ไปหาส่องยิงนก แต่ไม่ใช้ปืนยิง
ใช้สายตายิงเข้าไปจับจ้องเพื่อมองดูชีวิตอิสระที่บินผาดโผน โดยไม่ต้องกลัวลูกปืน
กับบรรดานกที่หาดูยากยิ่ง นอกจากในสวนสัตว์ ที่เราต้องไปเกาะกรงดู

แต่นี่อิสระทั้งคนทั้งนก ตามหาดูกันให้วุ่น รวมทั้งผมเองด้วย
ที่ส่องไป วาดไปจนมึนหัว ต้องยอมแพ้ไปในที่สุด
เป็นสิ่งที่บอกว่าผมไม่ถนัด ยอมครั้งนี้ แต่ไม่ได้หมายถึงคราวหน้าที่จะยอมอีก(ยอมวาดอีกหรือเปล่า แหะๆๆ)

จนได้ภาพที่กลับมาแก้ไขกันอีกรอบ หลังจากที่จิตวิญญานที่เข้าไปจับจ้องแบบนี้
ยังคงฝังใจและสถิต ณ ที่แห่งนี้ โดยเราฝากวิญาณและความทรงจำ ไว้ในรูปภาพเหล่านี้ไปเรียบร้อยแล้ว

เวลาอาหารมาถึงอีกรอบ คราวนี้ต้องพึ่งร้านค้าด้วยส้มตำที่ร้าน
….ทุกอย่างเงียบกริบราวกับไร้ผู้คนอยู่บนโต๊ะนั้น เมื่ออาหารมาถึง..(ง่ำๆๆๆๆ)

สำหรับอาหารเย็นและกองไฟที่อบอุ่น ได้พี่สมกับคุณแอร์ช่วยกัน
ส่วนผมพล่าม และทำหน้าที่เบ็ดเตล็ดอีกเหมือนเดิม
พร้อมกับคุณสิงห์ที่หนาวกว่าคนอื่นสองเท่า
คุณนิดที่ดูอบอุ่นกว่าคืนแรกจากที่ไม่ยอมซุกกายเข้าในถุงนอน


เช้าสุดท้ายก่อนกลับ เสก็ตซ์ภาพเหล่านี้ไว้ส่วนลึกในใจก่อน ทั้งเต๊นท์ที่พักที่คุณสิงห์เตรียมมา
คุณนิดที่ยกครัวมาบริการอย่างไม่ต้องลำบากกัน ส่วนผมแล้ว
“อะไรก็ได้ ผมเป็นคนง่ายๆ” ที่เพื่อนๆรู้ซึ้งถึงความเป็นคนง่ายๆของผมกันอย่างดี เน๊อะ!

กระทั่งขากลับย้อนกลับไปขึ้นรถที่ชุมแพ คาดว่าจะกิจองตั๋วแล้วกินข้าว
พลาดอีกแล้ว อดตามเคย เมื่อรถออก 12.10 กับเวลาเพียง 10 นาทีที่มีอยู่
พี่สมและเพื่อนๆรอส่งพร้อมส่งสายตา สะใจที่เราอดข้าวกลางวัน
แต่ผมก็ไม่พลาด เมื่อมีข้าวหลามช่วยชาติขึ้นมาขายบนรถ เลยรอดตัวสบายไป
ออกฤทธิ์ เสก็ตซ์สาวๆจากด้านหลัง(ก็ยังดี) อีกรูป
พร้อมกับทริปที่แสนจะประทับใจในครั้งนี้ อีกทริปที่ “น้ำหนาว (แต่)เราไม่หนาว(ใจ)”เลย

ขอบคุณพี่สม ที่ทำกับข้าวให้กินทุกมื้อ ก่อไฟให้คลายหนาวด้วย
ขอบคุณคุณสิงห์ ที่ขับรถ ติดต่อที่พัก จัดเตรียมอุปกรณ์ และเป็นไกด์แนะนำ(จริงๆ)
ขอบคุณคุณนิด ที่ยกเตรียมห้องครัวมาไว้ให้ทำอาหารกันลังใหญ่ๆ
ขอบคุณคุณแอร์ ที่แกะกุ้ง พร้อมเป็นลุกมือที่ดีให้กับพี่สมทุกมื้อเลย
ขอบคุณรถทุกคันที่ชวนผมขึ้น แต่ผมเลือกที่จะเดิน
ขอบคุณเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทุกท่านที่ช่วยดูและป่าผืนนี้ไว้
ขอบคุณตัวเองที่ไม่เป็นภาระกับพี่ๆเพื่อนๆมากนักเพราะ “ผมอะไรก็ได้ง่ายๆ” แต่….(ต่อกันเอง อิอิ)
ขอบคุณภาพประกอบ จากกล้องคุณจุ๋ม คุณนิด พี่สม ด้วยนะครับ

ครั้งหน้าไม่รู้ว่าที่ไหน เมื่อไร แต่คาดว่าจะมีผู้ร่วมขบวนการและชะตากรรมมากขึ้น กับการเที่ยวไป วาดไป
ที่เริ่มจัดกันขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ แต่เกิดจากความรัก และศรัทราในมิตรภาพและศิลปะที่มีอยู่
เราใช้เครือข่ายไซเบอร์ที่มีอยู่อย่างเป็นประโยชน์ในการรวมกลุ่มคนที่มีความชอบเดียวกัน คล้ายๆกัน
ต่างจากการใช้สังคมไซเบอร์ไปอย่างผิดๆ ที่หลายๆคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์กำลังทำกันอยู่

“ในเมื่อมีด อยู่ในมือคนที่เห็นและรู้คุณค่า ย่อมสร้างประโยชน์ได้เสมอ
และเมื่อมีดอยู่ในมือเด็กน้อย ย่อมอันตรายเหมือนกัน” ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ อยู่ที่เราจะเลือกใช้ด้านไหน
และนี่คือข้อดีอีกด้านหนึ่งของสังคมที่…
“ใช้ใจที่จริงคุยกัน มากกว่ามองแต่เพียงเปลือกนอกที่ห่อหุ้มเท่านั้นเอง”

 

จิบกาแฟชมภาพครับ

http://alphasketch.blogspot.com

 

สวัสดีชาวโลก – -‘

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

 

Painting

 

ART OF LIFE & LIFE OF ART

อุปกรณ์วาดภาพ ขาว ดำ       ภาพถ่ายต้นฉบับ         ลงแสง เงาของภาพ

        อัลเบริต์ ไอนสไตน์ กล่าวว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้…….นั่น น่ะซิ หลายท่านบอก เคยได้ยินมาแล้ว เอามาพูดทำไมมากมาย ก็อีกนั่นแหละลองนึกดูดีๆซิครับว่าปัจจุบันเราส่งเสริมเยาวชนให้มีจินตนาการหรือความรู้มากกว่ากัน

                พอพูดเรื่อง ศิลปะ เหมือนกับมาพูดเรื่องเงินๆทองๆนั่นแหละ ที่ แสลงหูและบาดใจคนในสังคมยุคเกษตรกรรมที่เงินสดในมือหายากซะเต็มที  ก็ในเมื่อเงินในปัจจุบันหายาก แล้วยังต้องประหยัดรัดติ้วสุดตัวแล้ว คงไม่พูดถึงงานศิลปะ ที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบชีวิต หลายๆท่าพอได้ยินคำว่า ศิลปะ ก็ตั้งการ์ดไว้ก่อนเลย ….แพงบ้างล่ะ…..ไม่รู้เรื่องบ้าง….อะไรของมัน น่ะ แค่ ขีดๆเขียนๆ แพงหูฉี่….มันสำคัญตรงไหนเหรอ  นั่งเสียเวลาดูงานศิลปะหรือซื้องานศิลปะมันจะนิพานหรือป่ะ….

   001DSCF0038

คำตอบอาจจะไม่เหมือนกันในทุกๆคนที่สร้างงานศิลปะ แต่ส่วนสำคัญคือ ธรรมชาติมนุษย์ที่จะสามารถปลดปล่อยพลังที่สร้างสรรค์ ปลดปล่อยศักยภาพและจินตนาการ ของตนเองได้อย่างเต็มที่ตามกำลังทักษะความสามารถที่ตนเองมีอยู่ สามารถสเก็ตออกมาเป็นภาพต้นแบบทันทีตามความคิดและสามารถทำออกมาได้ตามอย่างที่จินตนาการได้แค่ดินสอกับกระดาษที่อยู่ใกล้มือโดยไม่ต้องวิ่งเข้าหาคอมพิวเตอร์

                ลองนึกดูเล่นๆก็ได้ครับว่า ถ้า มนุษย์เราสามารถนึกคิดได้ทุกอย่างแล้ว แต่ไม่สามารถเล่าเรื่องได้ ไม่สามารถแสดงออกทางความคิดของตนเองผ่านทางภาพเขียนได้แล้ว มันทรมานแค่ไหน(ตอนเด็กๆไงครับที่ทุกคนพยายามวาดภาพนั่นแหละ….ฮิตที่สุดทุกยุคทุกสมัย ก็ภาพบ้านกับครอบครัวที่มีพระอาทิตย์มีหนาม มีต้นไม้ 1 ต้นกับภูเขาหัวโล้นอีก 2 ลูกและอีกาอีก 2 ตัวเป็นอย่างต่ำ) ในที่สุดหลังจากใช้กำลังภายในก็แล้ว วาดอะไรให้ใครดูก็แล้ว ..ไม่มีใครดูรู้เรื่องสักคน (วาดคนดันบอกว่าตู้เย็น…เฮ้อ) บุคคลเหล่านั้นก็ปล่อยให้ความสามารถในการใช้จินตนาการนี้หดหายไป(เนื่องจากความ…ต๊อแต๊) หรือบางคนเป็นอัมพาตไปจนแก่เลย(ลูกให้วาดรูปคนให้..ดันไปเหมือน มนุษย์ต่างดาวซะนิ) เรียกว่าเป็นอัมพาตทางการแสดงออกงานศิลป์(ท้อกันกันหมดเลยทั้งพ่อทั้งลูก ได้แต่นั่งมองตากันปริบๆ) เมื่อท้อไม่อยากพบอยากเจอกับงานหินอีกต่อไป สมองก็จะหยุดการพัฒนาความสามารถทางด้านนี้อย่างยาวนาน(เพราะขี้เกียจเหมือนกัน)

ผลงานที่ใส่กรอบแล้ว    ภาพแบบ   

 

แต่ถ้าเราฝึกฝนทางด้านนี้อยู่บ่อยๆแล้ว  ก็จะสามารถใช้จินตนาการได้อย่างคล่องแคล่วและเชี่ยวชาญ สามารถที่จะปลดปล่อยความคิดและจินตนาการมาได้อย่างเต็มที่สะดวกสบาย ไม่มีอะไรที่ค้างคาในหัวสมองอันอวบอิ่มของเรา แล้วเราจะสามารถพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาได้อย่างสมบรูณ์แบบไปอย่างพร้อมๆกัน

                เชื่อไหม๊ครับว่าปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใช้สมองซีกซ้ายซะส่วนมาก ส่วนซีกขวาแถบจะไม่ได้ใช้เลยหรือใช้เพียงแค่ 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นส่วนอีก 85 เปอร์เซ็นต์ปล่อยไว้เฉยๆ ความสามารถของ สมองซีกซ้าย คือ การพูด อ่าน เขียน คำนวณ คิดวิเคราะห์ในสิ่งที่ตามองเห็นและความรู้ที่รับรู้มา  ใช้เหตุผล เรียนรู้ด้านรูปธรรม  ส่วนสมองซีกขวานั้น จะได้แก่การควบคุมกระบวนการด้านศิลปะ การรับรู้และเรียนรู้ด้านนามธรรม การรับรู้กระบวนการเห็นด้วยการสังเคราะห์ การใช้สัญชาตญาณ การจดจำของที่ตั้งและขนาดของมิติที่ซับซ้อน จินตนาการ  สติ สมาธิ (บางคนไม่ใช้สมองเลยทั้งซ้ายและขวา)……..บางคนมีอารมณ์ขึ้นมาแทนที่จะใช้สมองคิด(สติ)กับใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสินแล้วก็บอกให้สมองสั่งการ….. สุดท้ายก็ติดกับดักความคิดตัวเองเพราะไม่มีสมาธิและสติ …. บางคนหนักกว่านั้น ใช้สมองตัวเองเป็นถังขยะ คือเก็บเอาแต่สิ่งร้ายๆ ประสบการณ์ที่ร้ายๆไว้ในสมองนั่นแหละ(บางทีฝากเก็บไว้กับคนรอบข้างด้วย) ใครเข้าใกล้ไม่ได้ เข้าใกล้มีแต่เรื่องชวนให้ปวดหัว  ………บางคนก็ในสมองมีแต่กลีบกุหลาบ สวยงามไปหมด(ยิ่งกว่านางเอกดาวพระศุกร์ซะอีก)ไม่สามารถแยกแยะ วิเคราะห์ สังเคราะห์ได้เลย ว่ากำลังโดนหลอกอยู่หรือไม่โดนหลอก งงไปหมด ทั้งก่อนโดนและหลังโดน(หลอก)พอรู้ตัวทีหลังก็ฟาดหัวฟาดหางกันยกใหญ่เลยทีนี้

                เสร็จแล้วโทษใครไม่ได้ก็โทษเศรษฐกิจซิครับ  วัตถุนิยมบ้างล่ะ   ทุนนิยมบ้างล่ะ… …..ทุนนิยมมันไม่ผิด อะไรก็ไม่ผิด ……..มันผิดที่ความโลภของคนตากหากล่ะ เพราะถ้าโลภไม่รู้จักพอ ไม่ประมาณตนเอง เมื่อไหร่ก็พินาศเมื่อนั้นแหละครับ    พี่น้องงงงงงง…..

 

ทักษะ!!!!!!!!

    01วัดราชบูรณะ พิษณุโลก      03ภาพต้นฉบับ      08เลนส์ขยายภาพเก็บรายละเอียด   
    11รายละเอียดที่ต้องเก็บ      10การเก็บรายละเอียด      14งานก๊อบปี้ที่เสร็จแล้ว2

      และแล้วก็เสร็จจนได้ กับงานก๊อบปี้ข้างพนังโบสถ์วัดราชบูรณะ …กว่าจะได้ทำ  กว่าจะเสร็จ เล่นเอาบิดแล้วบิดอีก(บิดขี้เกียจ เป็นโรคประจำตัวผม)ไปหลายสเต๊ป..ทั้งเทคนิคงาน การเก็บรายละเอียดของภาพที่ลายเส้นและความเก่า…ฮืมมมมม..พอเสร็จแล้วก็ หายเหนื่อยเลย กับผลงานที่ออกมา..ไม่ได้บ่นให้ฟังนะครับ   แต่เล่าสู่กันฟังเฉยๆ ว่าการเขียนภาพ กว่าจะออกมาสำเร็จมาแต่ละภาพ ต้องทุ่มเทและฝ่าฟันกับอุปสรรค(โดยเฉพาะ ความขี้เกียจ)..เพียงใด!!!..เหอๆๆๆ   
    
     แต่กว่าจะฝึกฝนมาจนวาดภาพได้นี่น่ะซิ ยากซ๊ะ ยิ่งกว่าตอนนี้เป็นไหนๆ ….ผมนึกถึงตอนเริ่มฝึกวาดภาพใหม่ๆ มีกระดานสเก๊ต ติดตัวตลอดเลย..เจออะไรก็วาด ฝึกสเก๊ต เหมือนบ้างไม่เหมือนบ้าง(ส่วนใหญ่ไม่เหมือน) เดินก้มหน้าก้มตา จนโดนล้อว่า หาเก็บเศษเหรียญ …มีอยู่ครั้งหนึ่งสวรรค์เข้าข้างผม..หึหึหึหึ.. ด้วยความที่เดินก้มหน้าของผมนี่แหละ ผมเจอกระเป๋าตังค์ตกอยู่ หลังจากพิจารณาแล้ว มองซ้าย ขวา ไม่มีใคร
เดินตามมา และที่สำคัญ ไม่มีใครเห็น ผมบรรจงเก็บมันขึ้นมาอย่างนุ่มนวล (ตอนนั้นมีตังค์ติดตัวอยู่ 5 บาท)…แล้วเปิดออกดู คุณพระช่วย!!! ในนั้นมีบัตรต่างๆอยู่มกมาย ที่สำคัญมันมีเงินอยู่ด้วยถึง 20 บาท ผมรีบเป็นพลเมืองดีทันที ด้วยการนำมันไปส่งให้กับตำรวจที่ป้อมยาม พร้อมกับบอกอีกว่าผมไม่ได้เอาเงินไปนะ …มันมีอยู่แค่นี้จริงๆ…ฮิฮิ  นี่แหละครับกับประสบการณ์ การเดินก้มหน้าของผม..เหอๆๆ..เข้าเรื่องกันต่อครับ …..
    
     พูดถึงประสบการณ์ในอดีตก็คงต้องเกี่ยวกับ  การฝึกทักษะ ฝีมือ..ทักษะนี่สำคัญจริงๆนะครับ เพราะความรู้นั้นสามารถลืมกันได้ โกหกกันได้ แหกตากันได้ในวงสนทนา  แต่ทักษะนั้นหลอกลวงกันไม่ได้ โกหกไม่ได้ เพราะฉะนั้นการฝึกทักษะต้องฝึกฝนและใช้ระยะเวลาบ่มเพาะอย่างยาวนานและต่อเนื่อง…ความรู้ยัง เอาคำพูดคน อื่นมาเป็นคำพูดตัวเอง ลอกกันไปลอกกันมาเรื่อยๆ  เวลาพูดคุยกันแค่พยักหน้าหงึกๆๆๆ  ก็เป็นอันว่ารับรู้และเข้าใจ ว่าข้าก็รู้นะเว้ย!!! ฉลาดไหม๊..เห็นมะ ฉลาดไหม๊… แต่ทักษะหลอกลวงกันไม่ได้ แกล้งทำเป็นทำได้..ไม่ได้     ต้องทำเป็นจริงๆ  ขืนทำไม่เป็นโดนจับได้ …อายเขาตาย  เขาจะพลอยไม่คบเอาด้วย….ทักษะนี่ไม่เฉพาะการวาดภาพนะครับ ผมหมายถึงสิ่งที่ท่านถนัดและทำอยู่ด้วย ทั้งทักษะและประสบการณ์ ในหลายๆด้าน ดนตรี กีฬา อาชีพ การค้า ฯลฯ สารพัด… ส่วนการใช้ประโยขน์ของทักษะไปในทางไหนนั้น ก็
แล้วแต่ที่คนๆนั้นจะเลือก อย่างช่างกุญแจที่เก่งที่สุดในโลก ก็เลือกเอาว่าจะเป็นจอมโจรที่สามารถไขเชพได้ทุกเชพในโลก หรือ ผู้คิดค้นระบบที่ไม่สามารถมีขโมยที่ไหนงัดได้ แล้วส่งออกขายไปทั่วโลก
    
     ทักษะความความ ความสามรถ ไม่จำเป็นต้องมานั่งแก๊กหน้าซีเรียสทำเป็นรู้ หรือพูดไปแบบไม่รับผิดชอบ นึกๆอะไรได้ก็พูดออกไป สรุปแล้วไม่รู้เรื่องทั้งคนพูดคนฟัง ต่างคนต่างแก๊กหน้าซีเรียสทำเป็นรู้(ทำไปด้ายยย…) แต่ทักษะความสามารถไม่จำเป็นต้องมานั่งพนักหน้าอย่างซีเรียส แก๊กท่าคิดหนักเหมือนกำลังไขปริศนาของดาวินชี อยู่ยังยังยังงั้น ความรู้เพียงอย่างเดียว ก็รู้เหมือนกัน เรียนหนังสือก็เล่มเดียวกัน ขยันก็ขยันเหมือนกัน อะไรเหมือนๆกัน แฟนก็เหมือนกัน..เพราะเป็นคนเดียวกัน(อ้าว!) แต่ถ้ามีทักษะฝีมือ ความสามารถ ความคิด การกระทำที่ดี เป็นต้นทุนอีก..ทีนี้ล่ะคุณเอ๋ย….
   
    เพราะฉะนั้นความรู้ คือ ออฟชั่นที่ติดตัวเท่านั้นเอง เพราะเมื่อคุณเรียนจบ หนังสือเล่มที่คุณเรียนก็เปลี่ยนใหม่แล้ว รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายใหม่ มีนักลงทุนใหม่ หลักการตลาดที่อุสาห์เรียนมาแทบตาย หายไปกับพร้อมๆกับตอนที่จบ เพราะโลกปัจจุบันนี้เร็วมาก  เพราะฉะนั้นเราต้องหาความรู้ที่เป็นออฟชั่นเสริมอยู่ตลอดเวลา เหมือนพกความมั่นใจติดตัวไปทุกๆวัน (อย่าดูทีวีช่องเดียว อ่านหนังสือเล่มเดียว แล้วจำฝังหัวไปจนวันตาย เพราะนั่นอันตรายมาก) ……เงินยังมีวันหาย  บ้านยังมีวันถูกยึด รถยังมีวันซ่อม บัตรเครดิตยังมัวันเต็มวงเงิน ….แต่ทักษะจะติดตัวของเราไปจนวันตาย เพราะถ้ายิ่งฝึกฝน ยิ่งเรียนรู้ ก็ยื่งเพิ่มความสามารถขึ้นไปอีก แถมยังถ่ายทอดให้กับทายาทรุ่นต่อๆไปได้อีก แตกแขนงไปเรื่อยๆจาก1ไป2 จาก2 ไป 4 ไม่มีวันจบสิ้นหรือตายไปพร้อมกับเรา
   
    ทีนี้พอเห็นภาพหรือยังครับว่าปัจจุบันเราส่งเสริมเยาวชนไปทางด้านไหน ด้านความรู้ที่เป็นออฟชั่นเสริม หรือทั้งความรู้และทักษะไปพร้อมๆกัน …ถ้าเป็นออฟชั่นเสริมอย่างเดียว ลองนึกภาพรถอีแต๋น ยกสูงใส่หลังคาแครี่บอย คาดเข็มขัดนิรภัย ใส่หมวกกันน๊อด วิ่งบนทางด่วน ฮืมมมม….ใครเป็นแบบนี้บ้าง ยกมือขึ้น …. อะ ล้อ เล่ง น่ะ ….มีแต่ความรู้แต่ไม่มีทักษะก็ไปไหนยากน่ะครับ  …ผมย้ำอีกทีนะครับ ว่าทักษะนั้นเป็นไปได้หลายอย่าง ทั้งทักษะความสามารถในการพูด การแสดง ดนตรี วาดภาพ งานบัญชี งานติดต่อประสานงาน งานเอกสาร  งานอิเลคทรอนิค กราฟฟิค ดีไซน์เนอร์ งานอาชีพด้านต่างๆของเรา ฯลฯ(ช่วยกันนึกๆดูครับ)…เอาไว้คราวหน้าจะหาเรื่องมาเล่าใหม่ครับ
   02ภายในโบรถ์      06พนังภาพต้นฉบับ      12ลงภาพรวมก่อนเก็บ      15ภาพในแสงสว่างเดียวกันกับต้นฉบับ
 

DREAM

 poster 05  poster 04  poster 06  poster 012  Poster 01  
 
        เมื่อคืนฝันไปว่าจัดทัวร์ให้กับลูกค้ากลุ่มหนึ่ง / มีชายหญิงคู่หนึ่งดูน่าสนใจมาก  /..ภาพของผมเดินตามข้างหลังสองคนนี้ที่กำลังเกี่ยวแขนกันเดินไปข้างหน้า / ฝ่ายหญิงชี้มือไปซ้ายที ขวาที แล้วอธิบายในสิ่งที่เห็น ..ราวกับเป็นกูรูที่รู้หมดทุกอย่าง อธิบายกระทั่ง ..ผู้คนรอบข้าง.. บรรยากาศ.. สิ่งแวดล้อม  / ละเอียดดีจริงๆ ละเอียดมากๆ / ที่แปลกคือ ฝ่ายชายพยักหน้าอย่างรับรู้ อย่างเข้าใจ แถมยังกระเซ้า เหย้าเหย่ หัวเราะเพียงสองคน / ช่างเป็นคู่ที่น่าอิจฉา ซ๊ะ เหลือเกิน  / เดินกันไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ ………ฝ่ายหญิงไม่มีทีท่าเหน็ดเหนือยในการอธิบายกับสิ่งที่พบเห็น..ตื่นเต้นตลอดเวลา ฝ่ายชายก็ตื่นเต้น ตามอย่างสนุกสนาน / ช่างเป็นคู่รักที่น่าอิจฉา (ผมคิดแบบนั้น ) ในขณะที่หลายๆ คู่ ที่สังเกตุแล้วค่อนข้างบ่งบอกการอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน /  นั้น คือ การใช้ชีวิต และโลกของตนเองอย่างอิสระ / ต่างคนต่างมีมุมมองในชีวิต ในสิ่งที่ตนเองเห็น มุมของตนเอง / ผู้หญิงคนนั้น ยังคงอธิบายอยู่..อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย / แขนสองข้างของหญิงคนนี้เกาะ แขนของชายคนรักไว้แน่น / …ในขณะเดียวกันผมมีสิ่งที่ต้องเตรียมอยู่ด้านหน้ากลุ่ม เลยต้องขอตัวแซงไปก่อน / ….ภาพที่ผมเห็นขณะเดินแซงไป คือ…..ผู้ชายคนนั้น…  ตาบอด ………
        
       ……ผมอึ้ง…!!!!/..ภาพอีกภาพปรากฎ ขึ้นมา / เป็นภาพของการเสียสละของทั้งคู่ ภาพแห่งการให้ของทั้งสองฝ่า / ฝ่ายหญิงพร้อมที่จะให้ความสุข ความสุนทรีย์ ที่ตัวเองได้พบเห็น มอบให้กับฝ่ายชาย ผ่านทางการอธิบาย อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อหน่าย / การโอบแขน ประคอง สัมผัสอย่างทนุถนอม เอาใจใส่ / ฝ่ายชายก็เสียสละ ในการมาเที่ยว…เที่ยวดู พระราชวัง ธรรมชาติ ผู้คน ในสิ่งที่ตนเองไม่สามารถมีโอกาสและไม่มีความหวังที่จะได้เห็นเลยในชีวิต นี้ / …ทั้งสอง เสียสละให้กันเพื่ออะไร.??.. /  ฝ่ายชายก็มีความสุข   เมื่อเห็นคนรักมีความสุข  / ฝ่ายหญิงก็มีความสุข เมื่อเห็น คนรัก รับรู้และเข้าใจ ในโลกที่เขาอยู่../ แต่ผมว่าสุดท้ายแล้ว โลกที่สวยงาม หรือ สถานที่สวยงามแห่งนั้น เป็นเพียงแค่ ฉากๆหนึ่งในชีวิตแห่งความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน ดูแลกัน …ของคนทั้งสองคนเท่านั้นเอง…ไม่มีสิ่งอื่นใดที่มนุษย์ จะต้องการไปมากกว่าการดูแลจิตใจของอีกฝ่ายให้สมบรูณ์ เปี่ยมรัก เปี่ยมสุข/
     
      ….เหมือนกับธรรมชาติของโลกใบนี้ …./ ความฝันของต้นไม้ใหญ่คือต้องการดิน น้ำ ปุ๋ย ที่อุดมสมบรูณ์และปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอ หาใช่เป็นเฟอร์นิเจอร์หลักแสนหลักล้านไม่ /….เหมือนมนุษย์!!!! ต้องการความรัก ความเข้าใจ การห่วงหาอาทร ดูแลจิตใจซึ่งกันและกัน มากกว่าคุณค่าของสิ่งของ เครื่องใช้ ชื่อเสียง เกียรติยศ หรือเงินทองที่พึงได้มาโดยมิชอบ..เพราะถ้ามนุษย์ตัวจิ๋วของโลกใบนี้หลงใหลได้ปลื้มกับวัตถุ สิ่งของเหล่านี้เมื่อไหร่…สุดท้ายคงไม่ต่างจากต้นไม้ที่อยากกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงหรูหรา ดูดี….แต่…ไม่มีชีวิต!!!!!