RSS

Author Archives: kangonartandtravel

สบายดีปากเซ 1 : ปราสาทวัดพู

วิกฤตที่ต้องข้ามผ่าน คือการต่อสู้ภายในตัวเอง
…..หลายๆครั้งที่เราต้องหลบลี้เพราะความกลัว ไม่มีอะไร ขึ้นต้นเรื่องให้เท่ห์ๆเฉยๆ แค่นี้เอง
แค่นี้ที่ผมจะหาทางขึ้นต้นย่อหน้าแรกให้ผ่านก็แค่นั้นจริงๆแล้วก็ตามนั้นแหละ เพราะว่ากว่าจะมีทริปนี้มาได้
หลายๆคนต้องฝ่าฟันผ่านด่านหลายๆด่าน
เพื่อมารวมตัวกัน เผชิญกับการเดินทางในครั้งนี้
แต่ปัญหามีไว้เพื่อทดสอบเราให้ผ่านพ้น
ไว้ทดสอบเราเพื่อก้าวข้ามบางอย่าง
ไว้ทดสอบเราเพื่อสามารถสร้างโอกาสให้กับตัวเอง

เราจึงต้องก้าวข้้ามผ่านในทุกเรื่องให้ได้ ด้วยตัวเอง

ทริปนี้ผมมีโอกาสเดินทางร่วมกับหลายๆท่าน
ที่ซึ่งพบในเวลาต่อมาว่า เป็นทั้งผู้แนะนำและมอบโอกาสให้กับหลายสิ่ง
มากมายเหลือเกินกว่าจะเอ่ยชื่อได้หมด
เอาเป็นว่า พวกเรากำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ
ประเทศที่อยู่ติดกับประเทศไทยแลนด์ของเรา

ที่ในอดีตเกือบจะเป็นประเทศเดียวกัน
ถ้าไม่เกิดเรื่องราวแห่งการรักที่จะเป็นอิสระของชนชาติ เพื่อพ้นจากพันธนาการ
เรากำลังจะไป “ลาวใต้” แขวงจำปาสัก หรือ “ปากเซ”

การเดินทาง ที่ค่อนข้างเวียนหัวจากรถติด เพราะวันหยุดยาว
ทำให้เรามาถึงช้ากว่ากำหนดมากหน่อย มีอ่อนล้ากันบ้าง

แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคในการที่เราต้องฝ่าไป
เป็นความสนุกอีกรูปแบบหนึ่ง ของความนิ่งของจิตใจ
ว่าเราจะรักษาโลกแห่งฝันกับความเป็นจริงให้สมดุลย์กันได้อย่างไร
ความจริงคือ ทุกอุปสรรค เราจะผ่านไปได้ด้วย ความเข้าใจ
และที่สำคัญ เลือกมุมที่จะมองอย่างสนุกและเป็นบวก

หลังจากผ่านด่านหลายๆด่านรวมถึงด่านช่องเม๊ก ที่จังหวัดอุบล
ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำโขง ลาว-ญี่ปุ่น อันยาวเหยียด
แวะทานอาหารรองกระเพาะจนเต็ม

การเดินทางที่ช่วยลำไส้เล็กในการบิดย่อยอาหาร
พร้อมกับความโชคดีที่ฝนตกปรอยๆ และเพิ่งหยดไปก่อนเรามาถึง
ทำให้ถนนเส้นนี้ไร้ฝุ่น และเต็มไปด้วยความชุ่มชื่น
เขียวชะอุ่มสองข้างทาง
พร้อมทั้ง ผู้คนที่ตั้งโต๊ะไว้หน้าบ้านและสมุดบันทึกสำหรับจดเลขซื้อหวย
ตัวเลขที่มีขายอยู่แถบทุกซอกมุม ผ่านการตั้งโต๊ะจดอย่างสง่าผ่าเผย

และในที่สุดก่อนที่อาหารจะย่อยจนหมด
พวกเราก็เดินทางกันมาจนถึงที่นี่

ปราสาทวัดพูที่จดทะเบียนเป็นมรดกโลกเรียบร้อย
นั่นดิ๊ มรดกโลก แล้วทำไมบางประเทศถึงไม่ยอมร่วมเป็นมรดกโลกกับเขา
….อันนี้ ลึกๆ ไม่รู้…….ผมมึน เพื่อนๆบอกงั้น
ที่สำคัญคือผมเห็นด้วยกับเพื่อน ว่ามึนแบบไม่ต้องใช้ตัวช่วย

สาเหตุของความมึน คงเพราะมีโลกส่วนตัวมากเกินไป (มั๊ง)

ปราสาทวัพูตั้งอยู่บนเนินภูควาย เป็นปราสาทที่เทวสถานขอม
ที่สร้างก่อนยุคนครวัด ซึ่งมีรอยพระพุทธบาทที่ประทับอยู่บนหน้าผา
มีผู้คนหลากหลายที่ต่างก็รองรับน้ำศักดิ์สิทธิ์

ซึ่งเชื่อว่าสามารถรักษาโรคได้

บางคนอ้าปากรองรับเลยผมละเสียวแทนจริงๆ
หลายๆท่านรองน้ำใส่ขวดไว้ตามศรัทธาและความเชื่อ
ว่ากันว่าถ้าเอามาพรมตัวจะเป็นศิริมงคล ผมงี้แทบอยากจะเอาอ่างน้ำมารองไว้
แล้วลงไปแช่ให้รู้แล้วรู้รอด ลำพังพรหมตัวท่าจะเอาไม่อยู่

อีกด้านมีลานที่ใช้ในพิธีบูชายัญ
มี่มีร่องรอยบนโขดหินเป็นรูปจระเข้
เขาบอกว่าใช้บูชายัญ แทนสาวพรหมจารีย์

ด้านความเชื่อ ดูๆแล้วยังคงเชื่อแบบฮินดู
ซึ่งมีรูปสลักของลัทธิ ตรีมูรติไว้คาก้อนหิน
ผมเองอยากจะหามุมวาดเหลือเกิน แต่ดูๆแล้วกว่าจะได้วาดคงอีกนาน
วิธีหนึ่งคือเก็บไว้ในความทรงจำ
จากนั้นก็ถ่ายรูป และหาจังหวะลงมือวาดเมื่อพร้อม
ผมทำแบบนี้ประจำ และก็ประจำอีกนั่นแหละคือ ไม่ได้วาดสักที เฮ้อ!

ผมเก็บรูปให้มากที่สุดเท่าที่เวลาและหน้าที่จะอำนวย
มองบริเวณกว้างจากด้านบนไปรอบๆ
ทำให้นึกถึงความรุ่งเรืองในอดีตของหลายๆอาณาจักรโดยเฉพาะขอม
ผมนึกถึงประเทศที่อยู่รายรอบที่มีงานศิลป์ที่คล้ายกัน

จนถึงขั้นเหมือนหรือลอกแบบกันมา ไม่ว่าจะเป็นช่างที่สร้างหรือผู้ที่ให้สร้าง
แต่ละที่แต่ละแห่งอยู่กันสลับไปมาเหมือนสับขาหลอก
แล้วนี่ถ้ามานั่งตีเส้นตามงานศิลปะจะตียังไงละเนี่ยะ
แต่สงสัยไปก็เท่านั้น เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอบนโลกเบี้ยวๆใบนี้

การสร้างสรรค์ การแกะหิน แบกหินหนักๆ
ที่หมู่มวลมนุษย์ได้สรรค์สร้างขึ้น ต้องใช้ความอดทนช่างน่าภูมิใจแทนจริงๆ
แกะหินเป็นลาย ยังทำได้ยืนยาวมาจนถึงป่านนี้ ไม่รู้สร้างนานแค่ไหน
แต่ที่แน่ๆ เราทำไม่ได้ ผมทำอย่างคนในอดีตไม่ได้
และแน่นอน มนุย์ในอดีตก็ทำไม่ได้อย่างผมเช่นเดียวกัน

ร่องรอยแห่งกาลเวลา ปรากฎอยู่รายรอบมากมาย
มีผู้คนหลายๆประเทศเข้ามาชม ถ่ายรูป เอาน้ำมาดิ่ม พรหมตัว
จุดธูปไหว้พระกันอย่างมากมาย
ส่วนผมกำลังมองภาพในอดีตของสถานที่แห่งนี้ ว่ายิ่งใหญ่เพียงใด
และที่สำคัญ ผู้ที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้น หายไปไหนกันหมดแล้ว
ทุกอย่างกลายเป็นอดีต อำนาจ และการครอบครองกลายเป็นตำนาน

วันนี้ ที่แห่งนี้ มีผู้คนมากมายต่างเหยียบย่ำไปในที่ๆเมื่อก่อนไม่มีใครกล้า
มนุษย์ธรรมดาอย่างเราสามารถกระโดดขึ้นลงบันไดอย่างสบายใจ(ถ้าไม่เหนื่อย)
ทั้งๆที่ถ้าเป็นเมื่อก่อน กระโดดมั่วๆ อาจโดนกระทืบหรือหัวหลุดจากป่าได้ง่ายๆ
นี่แหละอำนาจที่แท้จริง อำนาจแห่งกาลเวลา

ในขณะที่มนุษย์ตัวจ่อยกลับหลงไหลได้ปลื้มกับสิ่งที่ได้รับจากพวกเดียวกัน
เพียงชั่วคราว ชั่วคราวเท่านั้นเอง

ขากลับลงมาเจอควายอยู่หลายตัว แต่มีตัวหนึ่งพิเศษกว่าตัวอื่น
เพราะกำลังจมปลักอยู่ เผอิญหูผมได้ยินคนด้านหน้าคุยกันว่า
สงสัยปลักมันท่าจะเย็นเนอะ ควายถึงชอบจมอยู่ในปลัก

นั่นดิ๊! ผมเองก็ว่างั้น ผิวหนังเขาคงร้อนจึงต้องหาปลักโคลนลงแช่ตัว
แช่เพื่อให้สบายกาย สบายใจ เมื่อสบายควายก็เลยติดปลัก
จมปลักอยู่อย่างนั้น ไม่ลุกเดินตากแดดไปไหนอีก เพราะติดสบาย
ว่าไปโน้น…..
และเมื่อปลักนั้นแห้ง ควายก็หาปลักใหม่ต่อไป ฮืมมม…
จะเข้าตัวไหมเนี่ย แหะๆๆ

ชมภาพรวมตัวอย่างก่อนนะครับ
ยังมีอีกหลายที่ครับ คงต้องทยอยเอาลงเรื่อยๆ
เพราะถ้าเร่งเอาลงหมด อาจขาดสิ่งเล็กๆที่ผ่านตาไป
ตอนหน้านะครับ
สบายดีปากเซ 2 : หลี่ผี:27/07/11

alphafo
Keywords : งานศิลป์ เที่ยลาวใต้ จำปาสัก ปากเซ งานเสก็ตซ์ ดรอวอิ้ง วาดไปเที่ยวไป

Advertisements
 

มุมเล็กๆในลับแล

หลังจากวางโปรแกรมมานาน ว่าจะหาโอกาสไปสงบจิตสงบใจซะหน่อย
ผมก็ได้โอกาสเร้นกายเข้าสู่เมืองลับแลซะที กับแท่งถ่านในมือ และสมุดสเก็ตซ์ที่ห่างกายไม่ได้

เห็นคนขับบับรถไปอย่างช้าๆ สบายอารมณ์จนรถแทบจะไม่กระเทือน
ทำให้ผมสามารถสะกดลายเส้นลงในสมุดเล่มน้อยของผมได้ แบบนี้แหละครับ

มองไปรอบข้างไม่ค่อยมีคนมาด้วยเท่าไหร่นัก ผมว่าพี่เขาคงขับรอลูกค้าด้วยแหละ
กับรถเมล์ภาคภูธรที่ไม่ต้องเร่งทำเวลาไปหาวิมานอะไร ..(จนป่านนี้ยังนึกไม่ออกเลย ว่าเป็นวิมานอะไร)

รู้แต่ว่ามีสายตาที่มองมาแปลกๆเหมือนกับว่าเราเป็นคนประหลาด เอ๊ะ! ..หรือว่าจริง
………….
เมื่อถึงที่หมายก็รีบจัดการ คลายความสงสัย
พร้อมกับดวงตาที่เรารู้สึกว่ามันมีอยู่มากมายเหลือเกิน
สายตาที่ต่างจับจ้อง…..หาสิ่งที่ตนเชื่อ
มีคำพูดลอยมาคุ้นๆว่า “ถ้าใจเราผูกสิ่งไหนก็จะเห็นแต่สิ่งนั้น ทั้งๆที่มันเป็นเรื่องปกติ”
ฮืมมม..เราเองก็แปลกเป็นปกติอยู่แล้วอ่ะเนอะ..ผูกไว้ทำไม

เพื่อนเกาหัวมึนๆ จนผมเกือบหมดหัว พร้อมพาไปแวะร้านกาแฟแห่งหนึ่งทางไปลับแล
ที่เราเพิ่งมานั่งกันเมื่อวานกับเจ้าของร้านใจดี
ผมเลยจัดการสเก็ตซ์ ชาร์โคลให้คนละรูป (จะได้ไม่ต้องแย่งกัน)

เมื่อเรียบร้อยก็รีบเข้าลับแลทันที เพื่อไปปฏิบัติภาระกิจทางใจ
ซึ่งช่วงหัวค่ำที่นี่จะมีการสวดมนต์ นั่งสมาธิกันทุกวันพระ

หลังจากนั้นช่วงกลางคืน ผมกับพื่อนค้างต่อที่วัด ที่อนุญาติให้ปฏิบัติธรรม
ได้ทำแบบนี้(ในภาพ)สลับกันไปมาตลอด
มีโอกาสเห็นดวงดาวที่เต็มท้องฟ้า หลังฝนตกแบบรับรู้มาปรอยๆ(หน้าหนาวเนี่ยะนะ)
คราวนี้ได้เห็นท้องฟ้าชัดเจนเป็นเหมือนภาพ 3 D เลย
มีระยะไกล ใกล้ ของดวงดาวอย่างชัดเจน สวยงามจริงๆ

ตื่นมาเช้ามืดมองมัวนอนพุงอืดอยู่ คงไม่ดีแน่
ทำกรรมฐานต่ออีกชั่วโมง ก่อนออกทำการถ่ายภาพเก็บบรยากาศไว้

รับรู้เลยว่าชีวิตเรากับเขาแบบนี้(ที่ไม่ใช่เขาบนหัว)มันห่างกันนานไม่ได้เลย…
หลังจากถ่ายภาพเสร็จทำการ ตะเกียกตะกายขึ้นเนินเขาเพื่อเก็บกวาดใบไม้ร่วง
เก็บใบไม้ที่ร่วงบนลานกว้าง ที่อนาคตจะมีพระพุทธรูปองค์โตอยู่บริเวณนี้

เห็นใบไม้บนลานที่กว้าง ก็รู้ว่า…
“ถ้าเราไม่มั่นเก็บ สิ่งเหล่านี้ก็จะกองสุมกันจนหมักหมม
เหมือนกับใจเรา ถ้าไม่มั่นทำความสะอาดดูแลก็คงไม่ต่างกัน”

เมื่อถวายภัตาหารเช้าเสร็จ ก็จัดการเป็นลูกศิษย์ เก็บพลังก่อนกลับลงจากภู
“สำนักปฏิบัติธรรม ม่อนอารักษ์” ที่อำเภอ ลับแล จ.อุตรดิตถ์

ใจที่เลอะเทอะ ถูกปัดกวาดไปพร้อมกับกองใบไม้แห้งเมื่อเช้า
ที่ทั้งเราและพระที่มีอยู่ไม่กี่รูป ช่วยกันกวาดจนแสงตะวันเริ่มไล่
แต่เมื่อลงมาถึงคิวรถโดยสารเพื่อเดินทางกลับ “โอ้แม่เจ้า”…..

เห็นผู้คนมากมาย ต่างเร่งรีบร้อนรน
ผู้ยิ่งใหญ่ในรถคันโตสุดโก้ แต่เมื่อไกลออกไป กลับดูตัวเล็กเหมือนแค่่มดตัวหนึ่ง
สิ่งมีชีวิตต่างคน ต่างแสดงออกถึงสิ่งที่ตนมีและอยากกระทำ
ฮืมมม..ไม่มีใครว่าอะไรใครหรอก ที่จะทำในสิ่งที่เรานั้นมุ่งหวัง

เพียงแต่ว่า ถ้าหากมีเวลา”จะชวนไปกวาดใบไม้ด้วยกัน” เท่านั้นเอง
กวาด…..เพื่อการเติมเต็ม กวาด……ที่ภายใน

 

ป้ายกำกับ:

น้ำหนาว เราไม่หนาว

มื่อโลกยังหมุนรอบ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์หมุนรอบดาวโลกอีกชั้น
แสงจากดวงอาทิตย์ใช้เวลาเดินทางมาถึงโลกใบนี้ พร้อมกับการเกิดฤดูกาลให้ผันเปลี่ยน
อยู่ทุกช่วงเวลากับองศาของโลก ที่หมุนหลบแสง

เฮ้อ! อะไรจะขนาดน้านนนน…แค่ไปเที่ยวธรรมชาติ กับการเขียนรูป
เพ้อซะ….เป็นงานระดับธรรมชาติจักรวาลไปเลย….

แต่มันเป็นความทรงจำดีๆของผมจริงๆนะ
สำหรับผมแล้ว มันมหัศจรรย์พอๆกับค้นพบดาวดวงใหม่ในจักรวาลทีเดียวแหละ
เผลอๆมากกว่าด้วยซ้ำไป กับมนุษย์ตัวเล็กๆอย่างผม
กับการได้ไปเที่ยว ได้อยู่และสัมผัสกับกลิ่นอายของธรรมชาติ
โดยมีการตกแต่ง จัดระเบียบเพียงนิด ของมนุษย์แต่พองาม

เพราะบางที ธรรมชาติแบบเพียวๆ ก็ดูจะแรงไปนิด (กลัวอดกะลำบาก ^^!)
หรือที่มนุษย์ตกแต่งมากมายจนเกินงาม ก็ไร้แรงจูงใจเสียเหลือเกิน
พอๆกับต้นไม้พลาสติกกับของจริง ที่แตกต่างกับทั้งความรู้สึกและประโยชน์ที่ได้รับยังไงก็ต่างกัน
เอาเป็นว่าทริปนี้ พวกเราจัดแจงนัดหมายกันมาเพื่อทำภาระกิจทางใจของแต่ละคนกัน

หลายคนต่างเดินทางมาตามวิถีทางและความสะดวกของตนเอง โดยไม่สนโชคชะตาข้างหน้า
สำหรับผมสะดวกกับรถโดยสารมากกว่า เพราะทำอะไรก็ได้ …ยกเว้นขับรถแทนคนขับ
ใจอยากเตรียมอาหารไปแต่ก็ไม่ทันสักอย่างเพราะ ไปถึงสถานีขนส่งปุ๊ป มีรถเข้าปั๊ป
เลยจำต้องเดินทางทันที เดินทางไปอุทยานแห่งชาติ น้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์
ด้วยเป้ สี กระดาษ และที่สำคัญคือใจเต็มร้อย ที่พร้อมจะไปลุยกับอากาศที่เขาบอกว่าเย็นเจี๊ยบ
และภาระกิจที่อยู่ข้างหน้า ที่พอๆกับการไปกู้โลกให้รอดพ้นจากวายร้ายโจ๊กเกอร์

ซื้อตั๋วขึ้นนั่ง คนขายตั๋วบอกทันทีว่า” เดี๋ยวพี่จัดให้นั่งดีๆเลย”
ขึ้นไปได้นั่งกับน้องนักศึกษาที่แสนน่ารัก(เพราะได้ขนมแจกตั้งสองชุด)เสียอย่างเดียวไม่ยอมทักผม
(แล้วทำไมผมไม่ทักเธอก่อนเน๊อะ) แต่มีนกอยู่ตัวหนึ่งบินเข้ามาในรถจุดที่ผมนั่งอยู่ เหมือนมาทักทายแทน บินวนอยู่ สามรอบ….ฮืมมม
ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ไล่ออกไป (เหมือนจะจับกินเลยอ่ะ) พยายามเอาใจช่วยอยู่เหมือนกัน สุดท้ายก็บินรอดไปจนได้
ผมรีบจัดการเสก็ตซ์เหตุการณ์นี้ก่อน ที่จะเลือนหายไปทั้งคนนั่งรอด้านนอก และนกตัวนั้น
ที่ห่างกันเพียงกระจกกั้น ส่วนน้องที่นั่งข้างผม เธอยังระแวงไม่หายเลย แหะๆๆ…

และแล้วรถก็มาถึงที่น้ำหนาวด้วยเวลาสามชั่วโมงกว่า
แต่ใจของผมไปถึง(โดยไม่รู้จักที่)ตั้งแต่ก่อนขึ้นรถแล้ว
เข้าซื้อบัตรผ่าน แล้วเดินต่อเข้าไปอีกนิดหน่อยประมาณสองกม.กว่าๆ
มองเห็นป้ายทางช้างผ่าน  เราเลยต้องคอยระวังเจ้าหน้าที่เห็น แต่มานึกดูแล้วคงไม่เป็นไรหรอก…
…เพราะเราแค่ลูกหมู ไม่ถึงกับช้าง แต่ที่แน่ๆคือต้นไม้ ที่พยายามฟ้องว่า..

เพื่อนของพวกเขาต้องสละตัวเอง เพื่อสร้างทางให้เราเอารถและความสะดวกเข้ามา
เพื่อให้เผ่าพันธ์มนุษย์ได้เทียวพักผ่อนกันอย่างสำราญใจ พวกเขาต้องเสียสละอย่างจำยอม
แต่มนุษย์กับไม่คิดที่จะขอบคุณพวกเขาเลย ยังคงหาประโยชน์จากเขาออยู่ร่ำไป
อ่ะ..ขอบคุณคร้าบ

จนกระทั่งได้พบเจอกับเพื่อนๆ ในขณะที่นั่งรออยู่ใต้ต้นไม้
สายตาก็ดึงคอให้แหงนหน้าขึ้นมอง เห็นท่อนไม้ท่อนใหญ่วางอยู่บนหัวพอดี
อ๊ากกก…เสียงแตร  รถมาพอดี(ยังเสียวไม่หาย)
พวกเราวนหาที่ตั้งเต๊นท์จนได้ที่เหมาะเจาะ ปลอดผู้คน เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนกราบไหว้อยู่ตรงนั้น

สถานที่ริมน้ำที่ถ้าเป็นหน้าฝนคงไม่กล้านอน เกิดน้ำหลากมาเดียว สีจะหายเอา(คนด้วย)
พวกเราช่วยกันจนทั้งกางทั้งตั้งเต๊นท์เสร็จพิธี
สำหรับผมถูกแนะนำให้ไปนอนขวางต้นไม้ที่พวงมาลัยถูกใครก็ไม่รู้ไปแขวนไหว้ไว้
ตื่นเต้นดี ทั้งจอมปลวกที่อยู่กอไผ่และพวงมาลัยที่แขวนอยู่กับต้นไม้
มองๆดูแล้วเขาคงไม่ได้เหลือไว้จากการขายแน่ๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรต่อมากไปกว่านี้

คืนแรกผ่านไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
และอิ่มเอมกับอาหาร หมูกระทะที่เพื่อนๆเตรียมมา
กว่าจะแยกย้ายเข้าที่นอนกันก็เกือบเที่ยงคืน ด้วยอาการงอแงหลังอิ่ม
จากกุ้งที่พี่สมย่าง+ก่อไฟ น้องแอร์แกะกุ้ง ส่วนผมกินกะพล่าม..
พร้อมทำเสียงเสือคอยคำรามไว้กันช้างมากินน้ำทั้งคืน ครอกกกกกก….ฟี้ ZZzzz
ฮืมมม…มีชามะรุมด้วย ขับน้ำในร่างกายได้ดีชะมัด (ทั้งคืน)

05:15 เช้าวันที่ 23  ต้องรีบตื่นเตรียมเดินทางไปดูพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาอีกด้าน ด้วยรถหมายเลขทะเบียน 55 ของอุทยาน
อากาศเย็นชะมัดกับเพื่อนๆที่ไปดูด้วยกัน 11 คน ได้อุณหภูมิ 11 องศาพอดีกับจำนวนคน
เวลา 06.44 น.อาทิตย์ดวงจิ๋ว กำลังค่อยๆขยายตัว
ได้ทั้งรูปถ่ายและรูปเขียน ที่เสก็ตซ์ลงในสมุดเล่มเล็กไว้เรียบร้อย

กลับมาถึงที่เต๊นท์ รีบค้นหากระดานเสก็ตซ์ และอุปการณ์ต่างๆทันที เข้าไปหามุมที่ชอบ
เห็นเงาในน้ำสวยจับตา บางครั้งเงามันก็สวยกว่าของจริงนะ
แต่ยังไงมันก็คือเงาสะท้อนเท่านั้นเอง เมื่อหมดแสง ก็ไร้เงา แต่ของจริงจะยังคงอยู่

เล็งมุมที่ชอบไว้พร้อมสะกดเป็นภาพวาด
ก่อนที่จะวิ่งไปผ่านน้ำ ที่สมคำร่ำลือกับคำว่า “น้ำหนาว” จริงๆ (สะใจ)
ต่างคนที่ต่างวาด กับคุณนิด ตามความถนัด
จนลืมกาแฟ กับอาหารเช้า ที่คุณสิงห์ถือมา แบบงงๆ
ผมเลยถือโอกาส แย่งกินซะเลย ฮ่าๆๆๆ
ส่วนพี่สมแม่ครัวใหญ่ ก็จัดการเตรียมข้าวต้มกุ้งเป็นอาหารเช้าไว้
แค่กลิ่นที่โชยมาก็ชวนอร่อย ซะแล้ว…..

จนกระทั่งได้ภาพมาแบ่งกันชม ด้วยสีชอล์กและถ่านชาร์ลโคล(ขาวดำ)
กับลำแสงที่ผาดลำต้นของต้นไม้พยายามที่เอียงข้ามลำน้ำ ที่ค่อยๆไหลรินไปยังแรงดึงดูดของโลกจากด้านล่าง
ทำให้เห็นถึงระยะ ที่เราจะเพิ่มจะตัดได้ตามใจชอบ โดยไม่ต้องไปยุ่งหรือทำร้ายพวกเขา
ให้เป็นอย่างที่เราต้องการ เพราะเราตัดเขาออกในภาพเขียนนี้เเท่านั้นเอง

คุณสิงห์พาพวกเราเดินมาวาดกันที่กลุ่มต้นสน และหญ้าพันปี(มั๊ง)
เมื่อถึงที่ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปคนละมุมหลังจากที่ แนะนำบอกกล่าวกันให้รับทราบ
ถึงมุมที่ต้องวาดตามที่ตัวเองเห็น เพียงแต่ว่าให้หาพระเอกของภาพให้ได้ก็เท่านั้นเอง
ว่าเราจะใช้แสง ใช้ต้นไม้ต้นไหนที่เด่นกว่าเพื่อน
สำหรับผม แลือกใช้ต้นที่เอียงและประหลาดกว่าเป็นพระเอก ทั้งๆที่ชาวบ้านเขาตั้งกันตรงเด่
ทำให้ เห็นถึงความแตกต่าง มักเป็นจุดเด่นเสมอ
ซึ่งถึงแม้ว่าจะด้อยกว่า แต่ก็มีความสวยงามในตัวของมันเอง

คุณนิดกำลังหามุมอย่างขมักเขม้นและต่อสู้กับความกล้าของตัวเอง
ในขณะที่พี่สมวาดรูปสีน้ำอีกมุม แล้วปลดปล่อยตัวเองอย่าอิสระจากกรอบความกลัว
กับคุณแอร์ที่อ่านหนังสือตาลอย ไปถึงไหนก็ไม่รู้
และอีกคน คุณสิงห์ไปหาส่องยิงนก แต่ไม่ใช้ปืนยิง
ใช้สายตายิงเข้าไปจับจ้องเพื่อมองดูชีวิตอิสระที่บินผาดโผน โดยไม่ต้องกลัวลูกปืน
กับบรรดานกที่หาดูยากยิ่ง นอกจากในสวนสัตว์ ที่เราต้องไปเกาะกรงดู

แต่นี่อิสระทั้งคนทั้งนก ตามหาดูกันให้วุ่น รวมทั้งผมเองด้วย
ที่ส่องไป วาดไปจนมึนหัว ต้องยอมแพ้ไปในที่สุด
เป็นสิ่งที่บอกว่าผมไม่ถนัด ยอมครั้งนี้ แต่ไม่ได้หมายถึงคราวหน้าที่จะยอมอีก(ยอมวาดอีกหรือเปล่า แหะๆๆ)

จนได้ภาพที่กลับมาแก้ไขกันอีกรอบ หลังจากที่จิตวิญญานที่เข้าไปจับจ้องแบบนี้
ยังคงฝังใจและสถิต ณ ที่แห่งนี้ โดยเราฝากวิญาณและความทรงจำ ไว้ในรูปภาพเหล่านี้ไปเรียบร้อยแล้ว

เวลาอาหารมาถึงอีกรอบ คราวนี้ต้องพึ่งร้านค้าด้วยส้มตำที่ร้าน
….ทุกอย่างเงียบกริบราวกับไร้ผู้คนอยู่บนโต๊ะนั้น เมื่ออาหารมาถึง..(ง่ำๆๆๆๆ)

สำหรับอาหารเย็นและกองไฟที่อบอุ่น ได้พี่สมกับคุณแอร์ช่วยกัน
ส่วนผมพล่าม และทำหน้าที่เบ็ดเตล็ดอีกเหมือนเดิม
พร้อมกับคุณสิงห์ที่หนาวกว่าคนอื่นสองเท่า
คุณนิดที่ดูอบอุ่นกว่าคืนแรกจากที่ไม่ยอมซุกกายเข้าในถุงนอน


เช้าสุดท้ายก่อนกลับ เสก็ตซ์ภาพเหล่านี้ไว้ส่วนลึกในใจก่อน ทั้งเต๊นท์ที่พักที่คุณสิงห์เตรียมมา
คุณนิดที่ยกครัวมาบริการอย่างไม่ต้องลำบากกัน ส่วนผมแล้ว
“อะไรก็ได้ ผมเป็นคนง่ายๆ” ที่เพื่อนๆรู้ซึ้งถึงความเป็นคนง่ายๆของผมกันอย่างดี เน๊อะ!

กระทั่งขากลับย้อนกลับไปขึ้นรถที่ชุมแพ คาดว่าจะกิจองตั๋วแล้วกินข้าว
พลาดอีกแล้ว อดตามเคย เมื่อรถออก 12.10 กับเวลาเพียง 10 นาทีที่มีอยู่
พี่สมและเพื่อนๆรอส่งพร้อมส่งสายตา สะใจที่เราอดข้าวกลางวัน
แต่ผมก็ไม่พลาด เมื่อมีข้าวหลามช่วยชาติขึ้นมาขายบนรถ เลยรอดตัวสบายไป
ออกฤทธิ์ เสก็ตซ์สาวๆจากด้านหลัง(ก็ยังดี) อีกรูป
พร้อมกับทริปที่แสนจะประทับใจในครั้งนี้ อีกทริปที่ “น้ำหนาว (แต่)เราไม่หนาว(ใจ)”เลย

ขอบคุณพี่สม ที่ทำกับข้าวให้กินทุกมื้อ ก่อไฟให้คลายหนาวด้วย
ขอบคุณคุณสิงห์ ที่ขับรถ ติดต่อที่พัก จัดเตรียมอุปกรณ์ และเป็นไกด์แนะนำ(จริงๆ)
ขอบคุณคุณนิด ที่ยกเตรียมห้องครัวมาไว้ให้ทำอาหารกันลังใหญ่ๆ
ขอบคุณคุณแอร์ ที่แกะกุ้ง พร้อมเป็นลุกมือที่ดีให้กับพี่สมทุกมื้อเลย
ขอบคุณรถทุกคันที่ชวนผมขึ้น แต่ผมเลือกที่จะเดิน
ขอบคุณเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทุกท่านที่ช่วยดูและป่าผืนนี้ไว้
ขอบคุณตัวเองที่ไม่เป็นภาระกับพี่ๆเพื่อนๆมากนักเพราะ “ผมอะไรก็ได้ง่ายๆ” แต่….(ต่อกันเอง อิอิ)
ขอบคุณภาพประกอบ จากกล้องคุณจุ๋ม คุณนิด พี่สม ด้วยนะครับ

ครั้งหน้าไม่รู้ว่าที่ไหน เมื่อไร แต่คาดว่าจะมีผู้ร่วมขบวนการและชะตากรรมมากขึ้น กับการเที่ยวไป วาดไป
ที่เริ่มจัดกันขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ แต่เกิดจากความรัก และศรัทราในมิตรภาพและศิลปะที่มีอยู่
เราใช้เครือข่ายไซเบอร์ที่มีอยู่อย่างเป็นประโยชน์ในการรวมกลุ่มคนที่มีความชอบเดียวกัน คล้ายๆกัน
ต่างจากการใช้สังคมไซเบอร์ไปอย่างผิดๆ ที่หลายๆคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์กำลังทำกันอยู่

“ในเมื่อมีด อยู่ในมือคนที่เห็นและรู้คุณค่า ย่อมสร้างประโยชน์ได้เสมอ
และเมื่อมีดอยู่ในมือเด็กน้อย ย่อมอันตรายเหมือนกัน” ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ อยู่ที่เราจะเลือกใช้ด้านไหน
และนี่คือข้อดีอีกด้านหนึ่งของสังคมที่…
“ใช้ใจที่จริงคุยกัน มากกว่ามองแต่เพียงเปลือกนอกที่ห่อหุ้มเท่านั้นเอง”

 

จิบกาแฟชมภาพครับ

http://alphasketch.blogspot.com

 

เกรยอง

"Sketch"

ปาด

 

ป้ายกำกับ:

สวัสดีชาวโลก – -‘

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

 

ภาพเขียนงานพู่กันจีน