RSS

สบายดีปากเซ 1 : ปราสาทวัดพู

28 ก.ค.

วิกฤตที่ต้องข้ามผ่าน คือการต่อสู้ภายในตัวเอง
…..หลายๆครั้งที่เราต้องหลบลี้เพราะความกลัว ไม่มีอะไร ขึ้นต้นเรื่องให้เท่ห์ๆเฉยๆ แค่นี้เอง
แค่นี้ที่ผมจะหาทางขึ้นต้นย่อหน้าแรกให้ผ่านก็แค่นั้นจริงๆแล้วก็ตามนั้นแหละ เพราะว่ากว่าจะมีทริปนี้มาได้
หลายๆคนต้องฝ่าฟันผ่านด่านหลายๆด่าน
เพื่อมารวมตัวกัน เผชิญกับการเดินทางในครั้งนี้
แต่ปัญหามีไว้เพื่อทดสอบเราให้ผ่านพ้น
ไว้ทดสอบเราเพื่อก้าวข้ามบางอย่าง
ไว้ทดสอบเราเพื่อสามารถสร้างโอกาสให้กับตัวเอง

เราจึงต้องก้าวข้้ามผ่านในทุกเรื่องให้ได้ ด้วยตัวเอง

ทริปนี้ผมมีโอกาสเดินทางร่วมกับหลายๆท่าน
ที่ซึ่งพบในเวลาต่อมาว่า เป็นทั้งผู้แนะนำและมอบโอกาสให้กับหลายสิ่ง
มากมายเหลือเกินกว่าจะเอ่ยชื่อได้หมด
เอาเป็นว่า พวกเรากำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ
ประเทศที่อยู่ติดกับประเทศไทยแลนด์ของเรา

ที่ในอดีตเกือบจะเป็นประเทศเดียวกัน
ถ้าไม่เกิดเรื่องราวแห่งการรักที่จะเป็นอิสระของชนชาติ เพื่อพ้นจากพันธนาการ
เรากำลังจะไป “ลาวใต้” แขวงจำปาสัก หรือ “ปากเซ”

การเดินทาง ที่ค่อนข้างเวียนหัวจากรถติด เพราะวันหยุดยาว
ทำให้เรามาถึงช้ากว่ากำหนดมากหน่อย มีอ่อนล้ากันบ้าง

แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคในการที่เราต้องฝ่าไป
เป็นความสนุกอีกรูปแบบหนึ่ง ของความนิ่งของจิตใจ
ว่าเราจะรักษาโลกแห่งฝันกับความเป็นจริงให้สมดุลย์กันได้อย่างไร
ความจริงคือ ทุกอุปสรรค เราจะผ่านไปได้ด้วย ความเข้าใจ
และที่สำคัญ เลือกมุมที่จะมองอย่างสนุกและเป็นบวก

หลังจากผ่านด่านหลายๆด่านรวมถึงด่านช่องเม๊ก ที่จังหวัดอุบล
ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำโขง ลาว-ญี่ปุ่น อันยาวเหยียด
แวะทานอาหารรองกระเพาะจนเต็ม

การเดินทางที่ช่วยลำไส้เล็กในการบิดย่อยอาหาร
พร้อมกับความโชคดีที่ฝนตกปรอยๆ และเพิ่งหยดไปก่อนเรามาถึง
ทำให้ถนนเส้นนี้ไร้ฝุ่น และเต็มไปด้วยความชุ่มชื่น
เขียวชะอุ่มสองข้างทาง
พร้อมทั้ง ผู้คนที่ตั้งโต๊ะไว้หน้าบ้านและสมุดบันทึกสำหรับจดเลขซื้อหวย
ตัวเลขที่มีขายอยู่แถบทุกซอกมุม ผ่านการตั้งโต๊ะจดอย่างสง่าผ่าเผย

และในที่สุดก่อนที่อาหารจะย่อยจนหมด
พวกเราก็เดินทางกันมาจนถึงที่นี่

ปราสาทวัดพูที่จดทะเบียนเป็นมรดกโลกเรียบร้อย
นั่นดิ๊ มรดกโลก แล้วทำไมบางประเทศถึงไม่ยอมร่วมเป็นมรดกโลกกับเขา
….อันนี้ ลึกๆ ไม่รู้…….ผมมึน เพื่อนๆบอกงั้น
ที่สำคัญคือผมเห็นด้วยกับเพื่อน ว่ามึนแบบไม่ต้องใช้ตัวช่วย

สาเหตุของความมึน คงเพราะมีโลกส่วนตัวมากเกินไป (มั๊ง)

ปราสาทวัพูตั้งอยู่บนเนินภูควาย เป็นปราสาทที่เทวสถานขอม
ที่สร้างก่อนยุคนครวัด ซึ่งมีรอยพระพุทธบาทที่ประทับอยู่บนหน้าผา
มีผู้คนหลากหลายที่ต่างก็รองรับน้ำศักดิ์สิทธิ์

ซึ่งเชื่อว่าสามารถรักษาโรคได้

บางคนอ้าปากรองรับเลยผมละเสียวแทนจริงๆ
หลายๆท่านรองน้ำใส่ขวดไว้ตามศรัทธาและความเชื่อ
ว่ากันว่าถ้าเอามาพรมตัวจะเป็นศิริมงคล ผมงี้แทบอยากจะเอาอ่างน้ำมารองไว้
แล้วลงไปแช่ให้รู้แล้วรู้รอด ลำพังพรหมตัวท่าจะเอาไม่อยู่

อีกด้านมีลานที่ใช้ในพิธีบูชายัญ
มี่มีร่องรอยบนโขดหินเป็นรูปจระเข้
เขาบอกว่าใช้บูชายัญ แทนสาวพรหมจารีย์

ด้านความเชื่อ ดูๆแล้วยังคงเชื่อแบบฮินดู
ซึ่งมีรูปสลักของลัทธิ ตรีมูรติไว้คาก้อนหิน
ผมเองอยากจะหามุมวาดเหลือเกิน แต่ดูๆแล้วกว่าจะได้วาดคงอีกนาน
วิธีหนึ่งคือเก็บไว้ในความทรงจำ
จากนั้นก็ถ่ายรูป และหาจังหวะลงมือวาดเมื่อพร้อม
ผมทำแบบนี้ประจำ และก็ประจำอีกนั่นแหละคือ ไม่ได้วาดสักที เฮ้อ!

ผมเก็บรูปให้มากที่สุดเท่าที่เวลาและหน้าที่จะอำนวย
มองบริเวณกว้างจากด้านบนไปรอบๆ
ทำให้นึกถึงความรุ่งเรืองในอดีตของหลายๆอาณาจักรโดยเฉพาะขอม
ผมนึกถึงประเทศที่อยู่รายรอบที่มีงานศิลป์ที่คล้ายกัน

จนถึงขั้นเหมือนหรือลอกแบบกันมา ไม่ว่าจะเป็นช่างที่สร้างหรือผู้ที่ให้สร้าง
แต่ละที่แต่ละแห่งอยู่กันสลับไปมาเหมือนสับขาหลอก
แล้วนี่ถ้ามานั่งตีเส้นตามงานศิลปะจะตียังไงละเนี่ยะ
แต่สงสัยไปก็เท่านั้น เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอบนโลกเบี้ยวๆใบนี้

การสร้างสรรค์ การแกะหิน แบกหินหนักๆ
ที่หมู่มวลมนุษย์ได้สรรค์สร้างขึ้น ต้องใช้ความอดทนช่างน่าภูมิใจแทนจริงๆ
แกะหินเป็นลาย ยังทำได้ยืนยาวมาจนถึงป่านนี้ ไม่รู้สร้างนานแค่ไหน
แต่ที่แน่ๆ เราทำไม่ได้ ผมทำอย่างคนในอดีตไม่ได้
และแน่นอน มนุย์ในอดีตก็ทำไม่ได้อย่างผมเช่นเดียวกัน

ร่องรอยแห่งกาลเวลา ปรากฎอยู่รายรอบมากมาย
มีผู้คนหลายๆประเทศเข้ามาชม ถ่ายรูป เอาน้ำมาดิ่ม พรหมตัว
จุดธูปไหว้พระกันอย่างมากมาย
ส่วนผมกำลังมองภาพในอดีตของสถานที่แห่งนี้ ว่ายิ่งใหญ่เพียงใด
และที่สำคัญ ผู้ที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้น หายไปไหนกันหมดแล้ว
ทุกอย่างกลายเป็นอดีต อำนาจ และการครอบครองกลายเป็นตำนาน

วันนี้ ที่แห่งนี้ มีผู้คนมากมายต่างเหยียบย่ำไปในที่ๆเมื่อก่อนไม่มีใครกล้า
มนุษย์ธรรมดาอย่างเราสามารถกระโดดขึ้นลงบันไดอย่างสบายใจ(ถ้าไม่เหนื่อย)
ทั้งๆที่ถ้าเป็นเมื่อก่อน กระโดดมั่วๆ อาจโดนกระทืบหรือหัวหลุดจากป่าได้ง่ายๆ
นี่แหละอำนาจที่แท้จริง อำนาจแห่งกาลเวลา

ในขณะที่มนุษย์ตัวจ่อยกลับหลงไหลได้ปลื้มกับสิ่งที่ได้รับจากพวกเดียวกัน
เพียงชั่วคราว ชั่วคราวเท่านั้นเอง

ขากลับลงมาเจอควายอยู่หลายตัว แต่มีตัวหนึ่งพิเศษกว่าตัวอื่น
เพราะกำลังจมปลักอยู่ เผอิญหูผมได้ยินคนด้านหน้าคุยกันว่า
สงสัยปลักมันท่าจะเย็นเนอะ ควายถึงชอบจมอยู่ในปลัก

นั่นดิ๊! ผมเองก็ว่างั้น ผิวหนังเขาคงร้อนจึงต้องหาปลักโคลนลงแช่ตัว
แช่เพื่อให้สบายกาย สบายใจ เมื่อสบายควายก็เลยติดปลัก
จมปลักอยู่อย่างนั้น ไม่ลุกเดินตากแดดไปไหนอีก เพราะติดสบาย
ว่าไปโน้น…..
และเมื่อปลักนั้นแห้ง ควายก็หาปลักใหม่ต่อไป ฮืมมม…
จะเข้าตัวไหมเนี่ย แหะๆๆ

ชมภาพรวมตัวอย่างก่อนนะครับ
ยังมีอีกหลายที่ครับ คงต้องทยอยเอาลงเรื่อยๆ
เพราะถ้าเร่งเอาลงหมด อาจขาดสิ่งเล็กๆที่ผ่านตาไป
ตอนหน้านะครับ
สบายดีปากเซ 2 : หลี่ผี:27/07/11

alphafo
Keywords : งานศิลป์ เที่ยลาวใต้ จำปาสัก ปากเซ งานเสก็ตซ์ ดรอวอิ้ง วาดไปเที่ยวไป

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: